ฟันธงไม่เพิ่มแท่งศธ. เน้นกระจายอำนาจ รับฟังเพิ่มหนี้-สวัสดิการครู

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษา (กกศ.) ว่า ที่ประชุมหารือความคืบหน้าแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 และความก้าวหน้าการดำเนินการร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ....

ซึ่งจากการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมามีทั้งผู้คัดค้านและสนับสนุนและข้อเพิ่มเติมหลายประเด็น อาทิ การเปลี่ยนชื่อตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นครูใหญ่, การยกเลิกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูมาใช้ใบรับรองความเป็นครู ทั้งมีข้อเสนอให้กำหนดเรื่องสวัสดิการครูไว้ในร่าง พ.ร.บ.ด้วย อย่างไรก็ตาม คณะทำงานสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้รวบรวมข้อคิดเห็นแบ่งเป็น 5 ประการ ดังนี้ 1.ควรแยกการบริหารการศึกษาระดับประถมศึกษาและระดับมัธยม ศึกษา เพราะวิธีจัดการเรียนการสอนแตกต่างกัน 2.ควรปรับลดโครงสร้างการบริหารงานจากส่วนกลางให้สั้นลงเพื่อถึงโรงเรียนโดยเร็ว

3.ควรลดโครงการต่างๆ และภารกิจที่ราชการส่วนกลาง/จังหวัด มอบเป็นภาระเพิ่มแก่โรงเรียน 4.ควรคำนึงถึงระบบสวัสดิการของครูในโรงเรียนเอกชนให้ใกล้เคียงกับข้าราชการครู และ 5.ควรให้ความสำคัญเรื่องปัญหาหนี้สินครูและสวัสดิการต่างๆ โดย สกศ. จะจัดการรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ....อีกอย่างน้อย 2 ครั้งช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. โดยจะเปิดรับฟังอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ได้ข้อสรุปเสนอ กกศ.วันที่ 29 พ.ย.และเสนอ ครม.ต่อไป

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับการปรับโครงสร้างของ ศธ. ที่มีข้อเสนอให้ยกฐานะสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นองค์กรหลัก หรือเป็นอีกแท่งหนึ่งใน ศธ.นั้น ตนเห็นว่าแท่งไม่น่ามีเพิ่มแล้วเพราะขณะนี้มีหลายแท่งแล้ว ส่วนการทำงานที่มีประสิทธิภาพนั้นตนเห็นว่าหน่วยงานภายใน ศธ.ที่มีอยู่สามารถบริหารจัดการได้ตามหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคงไม่กระทบโครงสร้างที่เกี่ยวกับบริหารงานในกระทรวง แต่น่าจะมีการแก้ไขเรื่องการบริหารจัดการในภูมิภาคยังมีความทับซ้อนกันรวมถึงเรื่องการกระจายอำนาจเพราะการศึกษาที่มีประสิทธิภาพต้องมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ

...

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และให้การทำงานใน ศธ.มีการขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าจะแก้ไขอะไรหรือจะออกพระราชบัญญัติอะไรก็อยากให้ทำครั้งเดียว ตนจึงขอนายกฯชะลอเวลาดำเนินการ ซึ่งนายกฯก็เข้าใจ และตนอยากให้การตรากฎหมายฉบับนี้มีความพร้อมเพื่อพัฒนาการศึกษาไทยอย่างจริงจัง.