“จับ-แจ้ง” ฟ้องคดีง่าย หายนะตกกับผู้บริสุทธิ์

ข่าว

    “จับ-แจ้ง” ฟ้องคดีง่าย หายนะตกกับผู้บริสุทธิ์

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    8 ส.ค. 2562 05:01 น.

    คดีจับแพะ” มักเกิดกับชาวบ้าน “คนหาเช้ากินค่ำ” กลายเป็นจุดอ่อนของกระบวนการยุติธรรมไทย ที่ถูกเรียกร้องจากผู้มีฐานะยากจน ไม่สามารถเข้าถึง “ความยุติธรรม” อาจเกิดขึ้นมาตั้งแต่ “ชั้นสอบสวน” ในการรวบรวมพยานหลักฐาน และมองว่าความยุติธรรมเอื้อประโยชน์ให้แก่คนรวย

    หนำซ้ำ...ในชั้นต้นยังมีการจับกุมง่าย แจ้งข้อหาก็ง่าย และฟ้องคดีก็ง่าย แต่ที่ยากคือ...ขอประกันตัว ต้องพิจารณา...1.การหลบหนี 2.ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน 3.เป็นอันตรายต่อสังคม และ 4.มีหลักทรัพย์ประกัน

    กลายเป็นว่าจะปล่อยผู้ถูกกล่าวหา...ต้องถามว่า “มีเงิน หรือหลักทรัพย์หรือไม่”...ส่วนใครจะผิด...หรือไม่ผิด ให้ไปสู้พิสูจน์กันในชั้นศาล แต่ถ้ามี “คำพิพากษายกฟ้องคดี” นั้น หมายความว่า ผู้บริสุทธิ์ต้องติดคุกฟรี เพราะไม่ได้ประกันตัว จนมีเสียงสะท้อนกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ผ่านเวทีเสวนา “จะปฏิรูปงานสอบสวนและการสั่งคดีของอัยการอย่างไรให้เกิดความยุติธรรม ประชาชนเชื่อถือเชื่อมั่น”

    เสียงสะท้อนปัญหากระบวนการยุติธรรม ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัด สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย และการบังคับคดี จ.กาญจนบุรี บอกว่า ตามกระบวนการยุติธรรมที่ดีต้องเสมอภาค...ใครทำผิด...ต้องรับโทษเหมือนกันทุกคน แต่ในปัจจุบัน...ยังมีบุคคลบางคนที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไม่ถูกดำเนินคดี เพราะมีเงิน อำนาจ ทำคดีให้บิดพลิ้ว บิดเบือน และปล่อยให้คนกระทำผิดหลุดรอดกันอยู่...

    ส่งเสริมผู้มีอำนาจ อิทธิพล หลุดจากกระบวนการยุติธรรม ที่ต่างจากชาวบ้าน บางคนถูกดำเนินคดีแบบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ทั้งที่ไม่ได้กระทำผิดอะไร นี่คือ...กระบวนการยุติธรรมที่มีแนวโน้มเลวร้ายมากขึ้น

    แม้ว่ามีคณะการปฏิรูปกฎหมายมากมาย เพื่อตรวจสอบสาเหตุต่างๆ แต่กลับไม่เกิดผลที่ดีขึ้น เพราะระบบการออกกฎหมายใหม่มักใช้ “พลัง...พวกมาก...ลากไป” ต้องการอะไร...ก็เขียนกันเอง ทำให้กฎหมายออกใหม่ ถูกเขียนมาไม่ตรงหลักทางวิชาการ ส่วนผู้มีความรู้ ก็กลับถูกผลประโยชน์ บังตาบิดเบือนความถูกต้อง

    ที่ผ่านมาเคยทำงานคณะในกระบวนการปฏิบัติรูปกฎหมาย และคณะกรรมการร่างกฎหมายหลายฉบับ พบว่า หลายครั้งหลักการกฎหมายที่ดีมักกลับถูกตีตก...เพราะข้อกฎหมายนั้น...ไปขัดผลประโยชน์ของคนบางคนในกระบวนการยุติธรรม และบางกลุ่มคนภาคการเมือง

    กลายเป็นสังคมมองกันว่า...กระบวนการยุติธรรมไทยเริ่มไม่มีประสิทธิภาพ มีการปล่อยผู้กระทำความผิดลอยนวล แต่กลับมุ่งเป้าดำเนินคดีกับ “ผู้บริสุทธิ์” หรือ “คนจน” มากกว่า...ส่งผลกระทบต่อประชาชนคนตาดำๆ ไม่มีทางออก...ต้องหันพึ่งสื่อมวลชน หรือองค์กรต่างๆ เพราะกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถพึ่งได้...

    สิ่งที่ประชาชนต้องการคือ กระบวนการยุติธรรมที่ใช้เป็นเครื่องมือ... ปราบปราม...ไม่ให้คนชั่วร้ายกระทำความผิด เมื่อกระทำผิดก็ต้องรับโทษไม่มีข้อยกเว้น ที่ต้องตรงไปตรงมา ไม่มีการบิดเบือนอะไร

    “พยานหลักฐานทุกอย่างเป็นอย่างไร...ก็ต้องเป็นอย่างแบบนั้น ไม่สามารถตัดต่อ บิดเบือน ลบทิ้ง ตามหลักกระบวนการยุติธรรมที่ดี ต้องพึ่งพาพยานหลักฐาน ที่มีความสมบูรณ์ทั้งหมด รวมถึงข้อเท็จจริง ต้องถูกรับรู้โดยพนักงานอัยการ ถูกนำเสนอใช้ในชั้นศาล ส่วนที่เหลือต้องเป็นอำนาจของศาล ในการพิจารณาคดี” ดร.น้ำแท้ ว่า

    กระบวนการยุติธรรมเช่นนั้น มักมีอยู่ในประเทศพัฒนา เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา และประเทศเอเชีย ที่มีความเจริญแล้ว...แต่ประเทศไทยยังไปไม่ถึงจุดนั้น ยกตัวอย่างเช่น “คดีล่าเสือดำ” หน่วยงานมีหน้าที่เก็บพยานหลักฐาน บอกว่าไม่พบดีเอ็นเอเสือดำในที่เกิดเหตุ...โชคดีหน่วยงานป่าไม้ เข้าเก็บหลักฐานไว้ จึงสามารถดำเนินคดีต่อได้

    ในต่างประเทศคดีอาญา...มีหน่วยงานอื่นหลายหน่วยงาน มีการร่วมกันเข้ามาเก็บพยานหลักฐาน วัตถุพยาน และผู้เห็นเหตุทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถบิดเบือน...หรือทำสำนวนบิดพลิ้วเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

    นี่คือตัวอย่างว่า...กระบวนการยุติธรรมที่ดี...พยานหลักฐานในชั้นต้น...ถูกเก็บรวบรวมตามความจริงอย่างสมบูรณ์ และพนักงานอัยการ รับรู้เข้าตรวจสอบพยานหลักฐานนั้นได้ ที่ไม่ต้องรอสำนวน...

    ที่ผ่านมา...ต้องยอมรับว่า หน่วยงานตำรวจมีหน้าที่ทำสำนวน และรวบรวมพยานหลักฐานชั้นต้น มีบางครั้ง...บางคดี...ใช้การทำสำนวนผ่านไปนานถึงค่อยส่งสำนวน...จนพยานหลักฐานบางอย่างสูญหาย เมื่อพนักงานอัยการ รับสำนวนมาตรวจสอบสั่งฟ้องคดี ก็ไม่สามารถสั่งสอบ หรือค้นพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้

    จากสาเหตุกระบวนรับรู้พยานหลักฐานในชั้นต้น มีการผูกขาดหน่วยงานเดียว ในการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ และเชื่อว่ามีเฉพาะในประเทศไทย เพราะเคยศึกษากฎหมายในหลายประเทศ อาทิ ยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ...

    เมื่อจับกุมผู้ถูกกล่าวหา... “กรณีเหตุซึ่งหน้า” จะมีพนักงานอัยการ เข้าตรวจสอบว่า พยานหลักฐาน กระบวนการจับกุม มีเหตุสมควรหรือไม่ เพื่อคุ้มครองผู้ถูกจับกุม หากหลักฐานไม่เพียงพอ...พนักงานอัยการจะสั่งปล่อยทันที และตำรวจก็ไม่มีความผิด ป.อ.ม.157 เจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

    ต้องย้ำว่า...ถ้ามีความผิดตามพยานหลักฐานเพียงพอ พนักงานอัยการ จะมีความเห็นสั่งฟ้องคดีเบื้องต้น และให้ควบคุมผู้ถูกกล่าวหาไว้ดำเนินคดีตามกฎหมาย และตำรวจต้องรวบรวมพยานหลักฐาน ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ เช่น สหรัฐอเมริกา ต้องส่งสำนวนฟ้องคดี 30 วัน และญี่ปุ่น ส่งสำนวนฟ้องคดี 10 วัน

    ย้อนมา...ที่ประเทศไทย ตำรวจมักกลัว ป.อ.ม.157 เมื่อมีการจับกุมผู้ถูกกล่าวหาแล้ว มีความพยายามเดินหน้าดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาเอง และขอหมายขัง หรือฝากขังได้นานถึง 84 วัน ในช่วงใกล้กำหนดครบการฝากขังเหลืออีกประมาณ 4-5 วัน...ตำรวจค่อยส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ

    ในบางคดีมีพยานหลักฐานไม่เพียงพอ จะสั่งให้สอบเพิ่มก็ไม่ได้ ทำให้ต้องร่างฟ้องคดี...เท่าที่พยานหลักฐานมีอยู่ สุดท้ายบางคดีศาลอาจมีคำพิพากษายกฟ้องคดี มีผลให้ผู้ถูกกล่าวหา ถูกเรียกว่า “จับแพะ” ติดคุกฟรี...

    เคยมีกรณีตำรวจจับกุมเยาวชน กล่าวหาว่ากระทำความผิด มีฝากขังเป็นเวลาเกือบ 80 วัน ทำให้เยาวชนคนนี้ต้องออกจากโรงเรียน สุดท้ายอัยการสั่งไม่ฟ้องคดี...

    ประเด็นต่อมา...ตามหลักสากล...บทบาทพนักงานอัยการ คือ “ไม่ใช่ได้มาซึ่งคำพิพากษาลงโทษ แต่จะต้องได้มาซึ่งความยุติธรรม” หมายความว่า หน้าที่พนักงานอัยการต้องให้ความเป็นธรรมทั้งฝ่ายโจทก์ และจำเลย เพราะมีหน้าที่รับผิดชอบในการรังสรรค์สำนวนว่า... จะถอยหลัง...หรือเดินหน้าฟ้องคดี...?

    เมื่อไรที่ “ศาล” มีคำพิพากษายกฟ้องคดี เมื่อนั้นคือ “หายนะ” เพราะผู้ถูกกล่าวหาคือ “ผู้บริสุทธิ์” แต่กลับถูกทรัพยากรของรัฐ ทั้งตำรวจ อัยการ นำ “ผู้บริสุทธิ์” มาขังรอดำเนินคดีอยู่ในเรือนจำ ที่ไม่ได้รับการประกันตัว

    “เคยฟ้องคดีหนึ่ง ที่ต้องสืบพยานหลักฐานในชั้นศาล มีผู้ต้องหาถูกขัง 6 เดือน และนำตัวมาสืบพยานในชั้นศาล...ถึงกับตกใจว่า...หากรู้ว่ามีพยานนี้ตั้งแต่ต้นคงไม่มีคำสั่งฟ้องตั้งแต่ 6 เดือนที่แล้ว เพราะอัยการไทยไม่เคยเห็นพยานจนถึงวันสืบพยาน นี่คือจุดอ่อนที่ไม่สามารถให้ความเป็นธรรมได้”

    หัวใจสำคัญมีว่า...กระบวนการยุติธรรมที่ดี ต้องนำบุคคลผู้บริสุทธิ์ออกไป จากการถูกลงโทษตั้งแต่วินาทีแรก ที่ไม่ควรจับกุมมาด้วยซ้ำ และอยากให้นักกฎหมายไทย ควรเปลี่ยนความคิดใหม่ ที่มาของคำว่า...ให้เรื่องทุกอย่างไปพิสูจน์กันในชั้นศาล นี่คือ...การผลักดัน “ผู้บริสุทธิ์” ไปขึ้นสู่ในชั้นศาล

    ทว่า...หากคนนั้นทำความผิดจริง ในชั้นศาลมีคำพิพากษายกฟ้องคดี ก็เป็นเรื่อง “หายนะ ปล่อยคนชั่วลอยนวล” เช่นกัน เพราะจะนำฟ้องคดีใหม่ไม่ได้ ที่อาจเกิดจากการรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นต้น ไม่ได้มาตรฐาน

    ดังนั้นพนักงานอัยการ หรือหน่วยงานอื่น อาทิ ฝ่ายปกครอง ควรมีอำนาจลงตรวจสอบพยานหลักฐานได้ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะเป็น “การคาน หรือถ่วงดุลอำนาจ” ไม่ให้ใครบิดเบือน หรือทำลายพยานหลักฐานนั้นได้

    “จับหรือขังก่อน”...และมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี ถือว่าเป็นการ...“ละเมิดสิทธิมนุษยชน” ที่มีอยู่จริงในสังคมไทย.

    อ่านเพิ่มเติม...

    วิดีโอแนะนำ

    พลายติ๊ก ตกมันกระทืบ ควาญ-ชาวบ้าน ดับ 2 ศพ
    03:28

    พลายติ๊ก ตกมันกระทืบ ควาญ-ชาวบ้าน ดับ 2 ศพ

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    คดีจับแพะชาวบ้านยากจนความยุติธรรมผู้บริสุทธิ์สั่งฟ้องสกู๊ปหน้า1ข่าวทั่วไป

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    วันเสาร์ที่ 22 มกราคม 2565 เวลา 19:23 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์