ข่าว
100 year

เลิกโทษธรรมชาติกันเสียที วิกฤติ "ภัยแล้ง" ไม่ใช่แค่ผลพวง เอลนีโญ แต่คือผลลัพธ์การบริหารจัดการน้ำ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์6 ส.ค. 2562 05:30 น.
SHARE

มหันตภัยแล้ง!

สถานการณ์ภัยแล้งของประเทศไทย ปี 2562 ซึ่ง “แล้งที่สุด” ในรอบ 30 ปี

หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนไปเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2562 จากนั้นเป็นต้นมาหลายพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะน้ำในพื้นที่ทำเกษตรกรรม เพราะปริมาณน้ำฝนอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ

ว่ากันว่า สาเหตุมาจากปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ย ทั้งประเทศสูงกว่าค่าปกติราว 1-2 องศาเซลเซียส และทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ดังนั้น ประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค.จนถึงปัจจุบัน จึงทั้งร้อน ทั้งแล้ง

ดังนั้น ในช่วงฤดูฝนปีนี้ เราจึงเห็นภาพผลผลิตทางการเกษตรยืนแห้งตาย ภาพของชาวนาออกมาปิดถนนประท้วงภัยแล้ง ภาพของความสิ้นหวังของเกษตรกรที่ปลูกอะไรก็ไม่ได้เพราะไม่มีน้ำ ฯลฯ

ที่สำคัญ นับจากนี้อีกเพียง 80 กว่าวัน ก็จะสิ้นสุดฤดูฝน แต่ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักของประเทศ คือ ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อย และป่าสักฯ มีน้ำใช้การได้แค่ 1,071 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ประมาณการความต้องการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งและช่วงต้นฤดูฝนของปี 2563 ทั้งอุปโภค บริโภค การเกษตรและระบบนิเวศต้องการถึง 12,000 ล้าน ลบ.ม. นั่นหมายถึงต้องการน้ำเก็บกักเพิ่มอีก 10,929 ล้าน ลบ.ม.

หันมาทางปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่งทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำกักเก็บคงเหลือแค่ 33,924 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 48 เปอร์เซ็นต์ของความจุ โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การ 10,381 ล้าน ลบ.ม.

โดยเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำกักเก็บแค่ร้อยละ 23 ที่สำคัญใช้น้ำใต้ระดับกักเก็บไปแล้วกว่า 30 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนจุฬาภรณ์ มีน้ำกักเก็บร้อยละ 26 เป็นน้ำใช้การได้แค่ร้อยละ 3 เขื่อนขุนด่านฯ มีน้ำกักเก็บร้อยละ เป็นน้ำใช้การได้แค่ร้อยละ 15 เป็นต้น ไม่ต้องพูดถึงอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 135 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของความจุเท่านั้น เรียกว่าสาหัสจริงๆ

ดังนั้น ต่อให้มีพายุวิภา ก็ช่วยแก้วิกฤติน้ำในเขื่อนไม่ได้มาก

พายุวิภาช่วยได้ไม่มาก มีน้ำไหลเข้าเขื่อนสิริกิติ์ ประมาณ 70 ล้าน ลบ.ม. ทำให้มีน้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและอีก 2-3 วัน หลังสิ้นพายุวิภา จะมีอิทธิพลของลมตะวัน-ตกเฉียงใต้ตามมา ทำให้มีน้ำเข้าเขื่อนภูมิพล แต่ไม่มาก ในเดือน ส.ค. ภาคอีสานจะมีฝนมากขึ้น ส่วน ก.ย. ภาคเหนือมีฝนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งได้เล็กน้อย แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องระบายน้ำเพื่อใช้ด้วย ขณะนี้ได้แต่หวังว่าในช่วงปลายปีฝนน่าจะยืดไปถึงเดือน ต.ค.เท่านั้น แต่ยังเป็นความหวัง เพราะอย่าลืมว่าสถานการณ์ภัยแล้ง สถานการณ์ฝน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปรากฏการณ์เอลนีโญ หรือลานีญา เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆด้วย เช่น ปีนี้มหาสมุทร อินเดีย เดิมเคยให้ฝนกับประเทศไทยก็ไม่ให้ ไปให้ประเทศอินเดีย จนน้ำท่วมใหญ่ หรือทะเลจีนใต้ เคยให้ฝนกับประเทศไทย ปีนี้ก็ไม่มี แต่ไปให้กับจีนและไต้หวัน เป็นต้น” ดร.รอยล จิตรดอน ที่ปรึกษาสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) และกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงสถานการณ์ภัยแล้ง

ดร.รอยล ยังขยายความให้เห็นภาพชัดเจนด้วยว่า ตอนนี้เราต้องการน้ำอีกประมาณ 4 พันล้าน ลบ.ม. สำหรับอุปโภค บริโภคและการเกษตร แต่ปัจจุบันมีแค่ 1,071 ล้าน ลบ.ม. จึงบอกได้แค่หวังและหวังว่าจะมีพายุเข้ามาและฝนจะตกยาวไปถึงเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งอาจจะมีปรากฏการณ์ลานีญาอย่างอ่อนในช่วงปลายปีนี้ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ที่ไม่เฉพาะแค่ทำนาเท่านั้น แต่ที่น่าห่วงคือพวกสวนผลไม้ ตลอดแนวติดอ่าวไทย ตั้งแต่ จ.นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี เป็นต้น พิจิตร ปทุมธานี ฯลฯ สวนพวกนี้ต้องการน้ำแค่ 1 ใน 5 ที่ระบายสำหรับทำนาข้าว แต่ยังไม่มีเลย ถ้าสวนผลไม้ตาย จะต้องใช้เวลาอีก 5-6 ปีในการฟื้นตัว ซึ่งจะส่งผลเสียหายมาก

“ถามว่าปัญหาอยู่ที่ไหน คำตอบก็คือการบริหารจัดการ” ดร.รอยล กล่าวตบท้าย

ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง-แวดล้อม (ทส.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส. สั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เร่งช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน โดยเฉพาะน้ำอุปโภคบริโภค รวมทั้งการขุดเจาะหาแหล่งน้ำเพิ่ม

ส่วน ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ สสนก.ทำแผนแก้ภัยแล้งแบบถาวรด้วยการบริหารจัดการน้ำชุมชนเพิ่มเป็น 800 ชุมชน

สถานการณ์ภัยแล้งหนักกว่าที่คาด และถ้าภัยแล้งยังลากยาวเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อน ซึ่งจะใช้เป็นน้ำเพื่อทำการเกษตรในฤดูแล้งถัดไปในปี 2563 คือ เดือน พ.ย.2562-เม.ย.2563 ซึ่งจะกระทบต่อพืชเกษตรหลักที่มีฤดูกาลเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้งที่สำคัญ คือ ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง อ้อย ก็จะยิ่งทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงปี 2563

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” มองว่า ถึงวันนี้เราคงต้องร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อก้าวผ่านปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” หรือ “ลานีญา” เพราะนั่นคือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แม้แต่พระเจ้าก็ห้ามไม่ได้

แต่สิ่งที่จะช่วยให้การแก้ภัยแล้งสัมฤทธิผลต้องมาจากการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและพร้อมเพรียงกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะข้อมูลต่างๆที่ต้องตรงกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

ภัยแล้งเกี่ยวโดยตรงกับชีวิตและความเป็นความตายของผู้คนบนแผ่นดินนี้ การแก้ปัญหาแบบปีต่อปี หรือรูทีน ช่วยชีวิตประชาชนไม่ได้

เลิกเสียทีเถอะกับการโทษธรรมชาติ แต่ไม่เคยโทษการบริหารจัดการของตัวเองกันสักครั้ง.


ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภัยแล้งฤดูฝนเอลนีโญภาวะโลกร้อนการบริหารจัดการน้ำพายุวิภาข่าวทั่วไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้