(ภาพ)เหรียญหล่อ จอบเล็ก หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร ของสถิต ราชบุรี.
ตั้งแต่นี้ไป สนามพระวิภาวดี จะอยู่ในพรรษา 3 เดือน ซึ่งพระพุทธองค์บัญญัติให้ พระสงฆ์ อยู่จำพรรษาที่วัด--แต่ พระเครื่อง ยังธุดงค์ได้ตามปกติ .....
ธรรมะสนามพระวิภาวดี วันนี้ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) วัดเทพศิรินทร์ สอนว่า ให้รู้ความเป็นจริงของชีวิต ว่ามีการเริ่มต้น และสิ้นสุด เพื่อจิตใจจะได้ไม่ถูกครอบงำ บีบคั้น ด้วยความทุกข์ จากการพลัดพราก--ที่ท่านสอน ก็เป็นเรื่องที่เรารู้กันอยู่ แต่พอถึงเวลา ก็ยากทำใจ การเตรียมตัวให้รู้ จึงเป็นวิธีดับทุกข์ได้บ้าง.....
วันนี้ สนามพระวิภาวดี มีพระสวยระดับ ๕ ดาวมาปูพรมรับเข้าพรรษากันแน่นเป็นพิเศษ.....
เริ่มด้วย พระสมเด็จ พิมพ์ฐานแซม สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังโฆสิตาราม เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ของ เสี่ยรุต นครสวรรค์ ที่แรกเห็น ก็ตื่นเต้นกับความสมบูรณ์งดงามที่เพียบพร้อม ทั้งรูปทรงที่ได้สัดส่วน ความสวยซึ้งของพิมพ์พระ ที่คมชัด ความงามของผิวเนื้อชั้นนอก ที่เกิดจากแป้งโรยพิมพ์เดิมๆอย่างที่เรียกว่า “เปลือกไข่” ที่อยู่ในสภาพเต็มร้อย.....
ถึงมีรอยสัมผัสให้เห็นนิดนึงตรงพระนาสิก แต่เมื่อเทียบกับส่วนที่สมบูรณ์ ถือเป็นแค่รอยขีดข่วนที่มองผ่านได้เลย พอขยายภาพ ส่องลึกถึงเนื้อใน ก็อุดมด้วยมวลสาร ก้อนขาว เกล็ดแดง ก้านดำ อื่นๆ ครบสูตร.....
พลิกดูด้านหลังรอยปาดรอยปริ เป็นไปตามอายุอย่างเป็นธรรมชาติ ตอกย้ำความเป็น “วัดระฆังฯ”.....
สำคัญสุดคือความเป็น พระหน้าใหม่ ที่มาให้ชมในสนามพระวิภาวดีครั้งแรก ซึ่งเชื่อว่าน้อยคนจะเคยเห็น พระระดับจักรพรรดิ ที่งามสุดๆ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะยังมีเหลือ ถือเป็นบุญตาของนักนิยมพระยุคนี้.....
ตามมาด้วย เหรียญหล่อจอบเล็ก หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน อ.โพทะเล พิจิตร นี่ก็อีกองค์ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะรอดหูตา นักนิยมพระที่แสวงหากันทั้งแผ่นดินมาได้ถึงวันนี้.....
เพราะเป็น เหรียญหล่อโลหะ ยอดนิยมอันดับ ๑ ที่เมื่อ ๕-๖ ปี ที่มีกระแสร้อนแรง ทำสถิติพระราคาพุ่งสูง จากระดับแสนปลาย ถึงหลักล้านต้นๆ ไปอยู่ที่ หลักล้านกลางถึงปลาย ทำให้มีเหรียญสวยสภาพแชมป์หน้าใหม่ๆเข้ามาซื้อขายกันเยอะเลย.....
คึกคักอยู่ราว ๒ ปี พระก็หมดตลาด กระแสการซื้อขายจึงค่อยๆเงียบหาย จนหยุดนิ่ง ทั้งที่ ยังมีกำลังซื้อ สำหรับ พระหน้าใหม่--ทำให้เชื่อว่า พระน่าจะเข้าสนามหมดแล้ว.....
จู่ๆวันนี้ เสี่ยสถิต ราชบุรี ส่งองค์นี้มา ขยายภาพก็เห็นความสมบูรณ์ของเหรียญ ตั้งแต่หูห่วงลงมาถึงตัวเหรียญ ทั้งคราบขี้เบ้า ไคลโลหะ ผิวเนื้อ ก็เป็นพระสภาพเต็มร้อย ไร้รอยสัมผัสใช้ใดๆ แม้รอยขีดข่วนก็แทบไม่มี.....
จึงรู้ได้ว่าเป็นพระที่เก็บรักษาอย่างดีเยี่ยม นับเป็นอีกหนึ่งเหรียญดี มีคุณภาพติด ท็อปเทน ก็ต้องชื่นชมกับเจ้าของพระ เป็นอีกหนึ่งมืออาชีพของวงการ.....
ตามมาด้วย พระปิดตา เนื้อตะกั่ว หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ชลบุรี องค์นี้ใครเห็นก็จำได้ว่าเป็นพระดีมีคุณภาพ ที่มีชื่อเสียงมากในยุคการประกวดพระรุ่งเรือง เมื่อ ๓๐ ปีก่อน.....
จำประวัติได้ว่าเป็นพระของคหบดีเมืองชลฯ เป็นแชมป์งานประกวดครั้งแรกของจังหวัด และเข้ามาส่งประกวด กวาดรางวัลในสนามเมืองหลวง จนไม่มีองค์ไหนสู้ แล้วก็ถูกซื้อเก็บเข้ารังเงียบหาย.....
แต่ก็มักจะถูกกล่าวถึง เมื่อมีการประกวดพระพิมพ์นี้เสมอ แต่ก็ไม่มีข่าวพระ องค์นี้เลย ถึงวันนี้ เพิ่งรู้ว่าพระองค์นี้ไปจำวัดอยู่กับ “บิ๊กเขียว” พล.อ.พัฒฑะนะ พุธานานนท์ มานานนับสิบปี.....
องค์ต่อไปขอเสนอ พระพิมพ์เศียรโล้น สองหน้า เนื้อตะกั่ว หลวงพ่อเนียม วัดน้อย อ.บางปลาม้า สุพรรณบุรี พระปฐมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงเกียรติคุณเป็นพระเกจิอาจารย์ระดับปรมาจารย์ ทั้งด้านคันธธุระ และวิปัสสนาธุระ ของเมืองสุพรรณ.....
ท่านบรรพชาเป็นสามเณร เรียนพระธรรมวินัยอยู่ที่สำนักวัดระฆังฯ ขณะ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นเจ้าอาวาส (มีหลักฐานเป็นภาพสามเณรถือตาลปัตรอยู่ข้างองค์สมเด็จฯโต) ทำให้เชื่อกันว่าท่านต้องได้เรียนรู้สรรพวิชากับ สมเด็จฯโต มาบ้าง.....
...
สมัยเป็นเจ้าอาวาส ท่านถือปฏิบัติเคร่งครัดในพระธรรมวินัย วางตนสมถะอย่างพระหลวงตา ลงอุโบสถ นำพระทำวัตรสวดมนต์เองเสมอ และที่เห็นกันเป็นภาพจำคือทุกเช้าเย็น จะเห็นท่านนุ่งสบงครองอังสะ ถือไม้กวาดด้ามยาวเดินกวาดลานวัดทุกวัน เหมือนพระหลวงตาทั่วไป.....
เรื่องเล่าต่อว่าครั้ง หลวงพ่อปาน เดินทางมาขอเรียนวิชา พบท่านกำลังกวาดลานวัด จึงถามหากุฏิ หลวงพ่อเนียม ท่านก็ชี้ทางให้.....
เมื่อไปถึงกุฏิ หลวงพ่อปาน นั่งรออยู่พักใหญ่ หลวงพ่อเนียม ซึ่งครองผ้าจีวรเรียบร้อยก็ออกมาต้อนรับ หลวงพ่อปาน ก็เกิดศรัทธาในความสมถะเรียบง่าย จึงกราบมอบตัวเป็นศิษย์.....
...
อีกเรื่องที่ท่านถือปฏิบัติเมื่ออยู่ในช่วงเวลาเข้าพรรษาคือ การสร้างตะกรุด พระพิมพ์ ด้วย เนื้อตะกั่ว ที่เมื่อถึงวันออกพรรษา จะมีผู้มารอรับจนหมด พิมพ์พระมีมากมายหลายแบบทั้งที่เป็นองค์พระพุทธ และเป็นพระพิมพ์อื่นๆ.....
อาทิ งบน้ำอ้อย พระเจ้าห้าพระองค์ และ พิมพ์เศียรโล้นสองหน้า อย่างองค์นี้ของ คุณพี่เรณู ศุภวิรัชบัญชา ซึ่งถือเป็นพิมพ์นิยมมาตรฐาน ที่มีราคา หลักแสน ในปัจจุบัน .....
สำนักต่อไปคือ พระพิมพ์ ไก่หางพวง หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อ.เสนา อยุธยา ตอนเกิด เมื่อวันที่ ๑๖ ก.ค.๒๔๑๘ ที่บ้าน ต.บางนมโค อ.เสนา มีปานแดงที่นิ้วก้อยมือซ้ายตั้งแต่โคนถึงปลายนิ้ว บิดาเห็นเป็นจุดเด่นจึงตั้งชื่อให้ว่า “ปาน”.....
ท่านอุปสมบทที่วัดบางนมโค โดยหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จ้อย วัดบ้านแพน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา “โสนันโท” บวชแล้วได้เป็นศิษย์เรียนวิชากับ หลวงพ่อสุ่น ซึ่งทำนายว่า ท่านจะบวชเป็นพระตลอดชีวิต มีชื่อเสียงเป็นที่พึ่งของสาธุชนทางการแพทย์ จึงถ่ายทอดทั้งวิชาอาคมและแพทย์แผนโบราณให้แบบหมดไส้หมดพุง.....
และยังได้แนะนำให้ไปเรียนรู้เพิ่มเติมกับ พระอาจารย์จีน วัดเจ้าเจ็ด หลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสกันต์ อาจารย์เจิ่น วัดสระเกศ และ อาจารย์แจง ฆราวาสชาวสวรรคโลก รวมถึง หลวงพ่อเนียม วัดน้อย จ.สุพรรณบุรี.....
ช่วงปลายชีวิต ท่านได้สร้างพระพิมพ์ เนื้อดินเผารูปทรงสี่เหลี่ยมตัดมุมทั้งสี่ ด้านข้างเนื้อหนา เจาะรูด้านบน บรรจุผงพุทธคุณเกราะเพชร.....
...
ด้านหน้าเป็นองค์พระนั่งปางสมาธิ ด้านล่างเป็นรูปสัตว์ทรงคุณ ๖ ชนิด ไก่ ครุฑ หนุมาน เม่น ปลา นก ด้านบนล้อมพระเศียรด้วยอักขระ มะอะอุ ด้านหลังปาดเรียบ.....
องค์นี้เป็น พระพิมพ์ไก่หางพวง ที่ได้รับความนิยมสูงสุดอันดับ ๑ ยุครุ่งเรือง องค์แชมป์ เคยทำสถิติราคาสูงถึง หลักล้าน ถึงยุคซบเซาราคาถอยมาอยู่ที่ หลักแสนกลาง.....
ปัจจุบันมี กระแสพระสกุลนี้จะกลับมาร้อนแรงอีก โดยเฉพาะพระองค์งามเยี่ยมอย่างองค์นี้ของ เสี่ยหนึ่ง พัทยา มีความเคลื่อนไหวซื้อขายกันมาก จากนักลงทุนทั้งระยะสั้น-ยาว.....
จุดพิจารณาสำคัญของพระพิมพ์นี้ อยู่ที่ความชัดลึกของพิมพ์ พระพักตร์กลมโต แบบเม็ดพริกไทย เช่นเดียวกับลูกตาไก่ ต้องเป็นเม็ดกลมเด่นชัดเจน พระกรรณด้านขวาบนมีเส้นแตก กับเส้นแตกที่ปลายปีกไก่ และที่ ห้ามลืม คือ ผงอุด ด้านบนต้องเป็นผงเดิม ที่มักมีอยู่เต็มจนล้น .....
อีกองค์ไม่ได้มาเยือนสนามพระวิภาวดีนาน คือ เหรียญหล่อ หลวงปู่ทวด หลังเตารีด พิมพ์เล็ก (อาร์ปาเช่) รุ่นแรก พ.ศ.๒๕๐๕ ที่ พระครูวิสัยโสภณ (ทิม) วัดช้างให้ อ.โคกโพธิ์ ปัตตานี สร้างไว้ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๐๒-๒๕๐๕ เพื่อมอบสมนาคุณสาธุชนที่ร่วมทำบุญ ด้วยความเคารพบูชาในองค์หลวงปู่ทวด แทน พระเนื้อว่าน รุ่นแรก พ.ศ.๒๔๙๗ ที่หมดไป.....
โดยใช้แบบ พระเนื้อว่าน เป็น ต้นแบบ สร้างด้วย เนื้อโลหะเทหล่อ แบบโบราณ ถือเป็น พระหลวงปู่ทวด เนื้อโลหะ รุ่นแรก.....
พิมพ์พระมีหลายขนาดทั้ง พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก แยกย่อยตามรายละเอียดที่แตกต่างของบล็อก แต่ละขนาดเป็นหลายแบบ อย่างองค์นี้ของ เสี่ยยอด สุราษฎร์ เป็นพิมพ์เล็ก หน้าอาร์ปาเช่ (มีขีดที่แก้มดูคล้ายอินเดียนแดง) ที่ได้รับความนิยมสุด ราคาค่าปัจจุบันอยู่ที่หลักแสน.....
สุดท้ายคือ เสือเขี้ยวแกะ หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน อ.บางพลี สมุทรปราการ ท่านเกิดที่คลองด่าน เมื่อปี พ.ศ.๒๓๖๘ พออายุ ๑๔ ปี ก็บรรพชาเป็นเณร อยู่กับ พระศรีศากยมุนี ที่วัดอรุณราชวราราม และอุปสมบท โดย พระศรีศากยมุนี เป็นพระอุปัชฌายาจารย์ อยู่เรียนพระธรรมวินัยหลายปี จึงกลับมาจำพรรษาที่วัดคลองด่าน.....
ด้วยความสนใจพุทธาคม ท่านจึงมุ่งมั่นเรียนสมถกรรมฐานออกธุดงค์หาพระอาจารย์ แถบเมืองปราจีนบุรี นครนายก สระบุรี ถึงตลอดเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก.....
เจ้าอาวาสเห็นในความรู้ความสามารถได้แต่งตั้งให้เป็นพระอาจารย์สอนกรรมฐาน เป็นหัวหน้าคณะนำพระออกธุดงค์รุกขมูลทุกปี มีชื่อเสียงมาก แต่ละปีมีพระมาเป็นศิษย์ ร่วมคณะออกธุดงค์หลายร้อยองค์ เช่น คณะธุดงค์สายพระป่า พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม กับ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่ได้ชื่อเป็น กองทัพธรรมแห่งอีสาน ในยุคต่อมา.....
นอกจากจะมีชื่อเสียงในการเป็นอาจารย์ด้านรุกขมูล ท่านยังได้ชื่อว่าเป็นพระเกจิผู้มีวิชาอาคมเข้มขลัง ขนาด หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ต้องล่องเรือมาขอเป็นศิษย์.....
เกียรติคุณท่านขยายไปทั่ว มีบารมี ทำให้ท่านช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ อย่างตอนสร้างประตูกั้นน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ชาวบ้านเห็นต่างกัน ทำให้โครงการชะงักหลายปี ทางการต้องเข้าขอพึ่งบารมี หลวงพ่อปาน ให้เจรจากับชาวบ้าน จนสร้างประตูน้ำสำเร็จ ได้ชื่อว่า ประตูน้ำชลธารวิจิตร.....
รัชกาลที่ ๕ ซึ่งเสด็จฯ เปิดประตูน้ำ จึงพระราชทานฐานาท่านเป็น พระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ ซึ่ง หลวงพ่อปาน ท่านได้นำเขี้ยวเสือแกะจำนวนหนึ่งทูลฯถวาย.....
และทรงเขียนเรื่องท่านไว้ในนิพนธ์เรื่องเสด็จประพาสมณฑลปราจีน ว่า “พระครูปานมาหาด้วย ท่านรูปนี้เป็นที่นิยมกันในทางวิปัสสนา และธุดงควัตรมีคุณวิเศษเป็นที่เลื่อมใส สาธุชนนิยมให้ลงตะกรุด ด้ายผูกข้อมือ รดน้ำมนต์ ที่นิยมกันมากคือเขี้ยวเสือแกะ เป็นตัวเสือนั่งขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง ฝีมือหยาบๆ ร่ำลือกันว่าท่านต้องปลุกเสกจนเสือกระโดดออกจากบาตรไปกัดเนื้อหมูจึงถือว่าสำเร็จ มีคนขอกันมากจนท่านต้องปลีกวิเวกหนีไปอยู่ในป่าช้า ในวัดพระพุทธบาท เพราะความต้อง การเสือมีมาก” .....
กลับมาลงถึง การสร้างเสือ ผู้รู้บอกว่าเริ่มแรกท่านสร้างด้วย เขี้ยวหมูตัน แกะด้วยฝีมือลูกศิษย์เพียงคนเดียว มอบเฉพาะศิษย์ใกล้ชิด ต่อมามีคนต้องการมากขึ้น เขี้ยวหมูตัน หายาก ท่านจึงเปลี่ยนใช้ เขี้ยวเสือ ที่มีมากในยุคนั้น ซึ่งต้องเพิ่มช่างแกะเป็น ๓-๔ คน.....
แต่คงยึดรูปทรง เสือนั่งชูขาหน้า ไว้ โดยปลายเขี้ยวมักแกะเป็นเสือตัวเล็กหน้าแมวหุบปาก โคนเขี้ยวขนาดใหญ่มักแกะเป็นเสืออ้าปาก และเขี้ยวซีกจะมีพบทั้งที่แกะเป็นเสืออ้าปากและเสือหุบปากแบบตัวนี้ ของ เสี่ยฐิการ ศุภวิรัชบัญชา ที่ดูมันส์มาก ทั้งเนื้อเขี้ยวที่มีแสงเงาในตัวบอกอายุความเก่า ศิลปะการแกะที่เป็น ๑ ใน ๔ ฝีมือมาตรฐาน สำคัญสุดที่ ลายมือจารอักขระ ที่มีครบตัว อยู่ถูกที่ถูกตำแหน่ง ความคมลึกของเส้นยันต์เสมอกันทุกตัว แบบที่โบราณว่าส่องเห็นเป็นหน้าหลวงพ่อกันเลย.....
ลากันด้วยเรื่องปิดท้ายของ เสี่ยอาวุธ นักนิยมพระเครื่องมือสมัครเล่น ไปดูพระบ้านเพื่อน ที่กำลังตกงานด้วยกันที่ระยอง ซึ่งมีพระมรดกของพ่ออยู่หลายสิบองค์.....
นั่งส่องอยู่ครึ่งค่อนวัน คัดได้พระที่ดูเข้าตาว่าเป็นพระแท้อยู่ ๔-๕ องค์ เป็น พระคง พระปิดตาวัดหนัง พระปิลันทน์ พระวัดพลับ พระนางพญา พิมพ์สังฆาฏิ.....
จึงบอกเพื่อนว่า ถ้าพระแท้หมด เอาไปขายสนามใหญ่ในกรุงเทพฯ ได้เงินเป็นล้าน เจ้าของพระถามว่าถ้าไม่แท้ล่ะ แต่ เสี่ยอาวุธ บอกว่าเอ็งเชื่อตาข้าเหอะ อย่างน้อยต้องมีพระแท้ขายได้ชัวร์องค์สององค์ ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะหาเงินค่าเดินทางได้ไง.....
เจ้าของพระบอกว่าเดี๋ยวไปยืมญาติ แต่ถามย้ำว่าเอ็งแน่ใจนะว่าขายได้แน่ เพราะญาติข้าก็ไม่ค่อยมีเงิน ถ้าไม่มีเงินมาใช้ โดนด่าเละแน่.....
เสี่ยอาวุธ ตอบด้วยความมั่นใจว่า เอ็งเชื่อตาข้าเหอะ เอางี้ เอ็งยืมเงินญาติมาแค่ ๒ พัน พอค่ารถ ค่ากินขาไป ขากลับไม่ต้องห่วง ข้ามีเงินให้แน่ๆ เพื่อนก็บอกว่าไหนๆก็ต้องยืมแล้วขอเผื่อไปก่อนดีกว่าไหม แต่ เสี่ยอาวุธ ส่ายหน้าบอกไม่ต้อง เชื่อตาข้าได้.....
รุ่งขึ้นสองคนก็ไปเดินอยู่บนศูนย์พระใหญ่ ในกรุงเทพฯเอาพระเสนอขาย ตั้งแต่บ่ายถึงเย็น ก็ไม่มีใครซื้อ.....
สุดท้ายต้องนั่งคอตกก้มหน้าคุยกันอยู่หน้าศูนย์พระ เพราะเงินหมด ไม่มีทั้งค่ากินค่ารถกลับ เพื่อนก็บ่นว่า บอกแล้วไม่เชื่อให้ยืมเงินมาเผื่อ ไหนบอกว่าเชื่อตาเอ็งได้.....
เสี่ยอาวุธ ก็รู้สึกผิด จึงบอกเพื่อนรอแป๊บ แล้วหายเข้าไปในศูนย์พระ พักใหญ่ก็กลับมา ยื่นเงินให้เพื่อน ๕,๐๐๐ เพื่อนก็ดีใจ ถามว่าขายพระได้แล้วหรือ เสี่ยอาวุธ บอกพระขายไม่ได้ แต่ข้าไปสมัครงานเป็นคนขับรถให้เซียนพระ เล่าให้เขาฟัง เขาเห็นใจ ให้เบิกล่วงหน้า ถึงตาข้ายังเชื่อไม่ได้ แต่วาจาข้าก็ศักดิ์สิทธิ์ ส่งเอ็งกลับบ้านได้ก็แล้วกัน--ยังมีคุยอีก เจ้าค่ะ อามิตตพุทธ.
สีกาอ่าง