หลังจากที่ได้รู้จักสาเหตุ อาการ อันตราย และการวินิจฉัย “โรครูมาตอยด์” กันแล้ว “ศุกร์สุขภาพ” สัปดาห์นี้ยังมีความรู้ของโรคนี้กันต่อ
การรักษา แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
- การให้ยาลดอาการปวด ลดอาการอักเสบ เพื่อให้อาการทุเลาลง และให้คนไข้สามารถดำเนินชีวิตได้ในช่วงแรก
- การรักษาเฉพาะทาง คือ การให้ยาปรับภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นยาชนิดเดียวกับยากดภูมิคุ้มกัน แต่ระดับการกดภูมิจะน้อยกว่ากลุ่มยารักษาโรคมะเร็ง
ยาปรับภูมิคุ้มกัน เป็นยาที่ทำหน้าที่ชะลอการทำงานของเซลล์อักเสบในร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มเซลล์เม็ดเลือดขาว เซลล์เยื่อบุข้อ แต่ยากลุ่มนี้เป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้า โดยจะใช้เวลาประมาณ 6-9 เดือน เพื่อควบคุมการอักเสบของโรค ซึ่งปัจจุบันก็มียากลุ่มใหม่ๆ ที่พัฒนาเพิ่มขึ้นมาเป็นกลุ่มยาฉีด หรือยากินที่ออกแบบมาพิเศษ เพื่อให้จับกับสารอักเสบที่เซลล์อักเสบสร้างขึ้นมา ทำให้เกิดประสิทธิภาพเร็วขึ้น และเห็นผลการรักษาตั้งแต่ 2 สัปดาห์-3 เดือน คนไข้ที่มีอาการรุนแรงก็จะได้ประโยชน์จากการใช้ยากลุ่มนี้
ยาที่กล่าวมาข้างต้นนี้มีชื่อว่า DMARDs (Disease Modifying Anti Rheumatic Drug) ยากลุ่มนี้ต้องใช้โดยอายุรแพทย์โรคข้อ ซึ่งปัจจุบันได้มีการออกแนวทางการรักษา เพื่อให้แพทย์ทั่วไปสามารถรักษาคนไข้โรครูมาตอยด์ในระยะต้นได้ โดยใช้ยากลุ่ม Dimard ได้ 3 ตัว และมีการอบรมให้แพทย์ทั่วไปเข้าใจเรื่องวิธีการรักษา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยากลุ่มนี้เป็นยาที่มีผลข้างเคียงพอสมควรต่อเม็ดเลือด ต่อตับ และอาจจะเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ เนื่องจากเป็นยากดภูมิคุ้มกัน เมื่อต้องใช้ยาในขนาดสูง หรือใช้ยาร่วมกันหลายชนิด ก็ควรปรึกษาอายุรแพทย์โรคข้อ ถ้าหากต้องใช้ยากลุ่มพิเศษ กลุ่มยาฉีดที่เรียกว่ายาออกฤทธิ์มุ่งเป้า จะต้องสั่งยาโดยอายุรแพทย์โรคข้อเท่านั้น
การดูแลตนเอง
...
1.คนไข้โรครูมาตอยด์สามารถกินอาหารได้ทุกชนิด แต่ในช่วงที่ต้องกินยาลดการอักเสบ ยากลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ก็ควรจะลดอาหารที่มีรสหวาน และลดเค็ม เพื่อไม่ให้ความดันเลือดสูง นอกจากนี้ยา Prednisolone ก็ทำให้มูกเคลือบกระเพาะบางลง จึงไม่ควรกินอาหารรสจัด รสเผ็ด เพราะทำให้กินยาได้ไม่นาน
2.เมื่อคนไข้ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ทำให้เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ จึงควรกินอาหารที่สุก สะอาด ไม่กินของสุกๆ ดิบๆ ไม่กินอาหารค้างคืน และดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 1-1.5 ลิตร เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ
นอกจากนี้ก็ควรป้องกันการติดเชื้อในที่อื่นๆ เช่น สวมหน้ากากอนามัยในที่ที่มีคนแออัด การไปโรงพยาบาล การขึ้นรถไฟฟ้า เป็นต้น ก็จะช่วยให้การรักษาดำเนินไปได้ดีโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน
3.ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ตับอักเสบ ซึ่งจะส่งผลต่อการปรับยา เนื่องจากแพทย์จะเกิดความสับสนว่าตับอักเสบจากอะไร ทำให้เสียประโยชน์จากการปรับยา ซึ่งควรจะปรับให้ได้ในระยะที่เหมาะสม
4.ควรงดสูบบุหรี่ เพราะเป็นพื้นฐานทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดโรค รวมถึงการเป็นกลุ่มรับควันบุหรี่ด้วย หากมีบุคคลในบ้านสูบบุหรี่ ก็ควรจะหลีกเลี่ยง
5.หลีกเลี่ยงการกินอาหารเสริมและการกินสมุนไพร เพราะทำให้เกิดภาวะตับอักเสบและไตวายได้ หากต้องการกิน ควรปรึกษาแพทย์ที่รักษา และต้องรักษาควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบันได้ด้วย
6.ไม่ควรใช้ยาลดอาการปวดด้วยตนเอง เช่น กัญชา เพราะยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนหรืองานวิจัยที่รองรับว่ากัญชาสามารถลดอาการอักเสบและให้ผลดีเรื่องของการปรับภูมิของร่างกาย
การป้องกัน
เนื่องจากยังไม่รู้สาเหตุของการเกิดโรครูมาตอยด์ ทำให้การป้องกันจึงทำได้ยากเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงของโรคมากที่สุดคือ กลุ่มที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม ซึ่งสามารถตรวจคัดกรองได้โดยการตรวจสารรูมาตอยด์ในเลือด ซึ่งหากตรวจพบ คนไข้มีโอกาสจะเป็นโรครูมาตอยด์มากกว่าคนที่ตรวจไม่พบประมาณ 30 เท่า แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดโรคขึ้นเมื่อไร
ปัจจุบันจึงไม่แนะนำให้ตรวจสารนี้เพื่อประเมินความเสี่ยง แต่หากมีญาติสายตรงเป็นโรคนี้ คนกลุ่มนี้เป็นคนที่มีความเสี่ยง ถ้าเริ่มมีอาการปวดข้อในช่วง 3 เดือนแรก ควรรีบไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรครูมาตอยด์หรือไม่ และต้องทำการตรวจเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง เพื่อจะทำให้เข้าสู่การรักษาได้อย่างรวดเร็ว และหากได้รับการรักษาที่เหมาะสมใน 1 ปีแรก หลังจากที่มีอาการ ก็จะทำให้ไม่มีภาวะข้อพิการเกิดขึ้นกับคนไข้อย่างแน่นอน ทั้งนี้คนไข้จะต้องหมั่นติดตามและรักษาอาการของโรคนี้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนใดๆ
...
ทำความรู้จักกับ “โรครูมาตอยด์” (ตอน 1)
---------------------------------------------------------
แหล่งข้อมูล
ผศ.พญ.ปารวี ชีวะอิสระกุล
สาขาวิชาโรคภูมิแพ้อิมมูโนวิทยาและโรคข้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล