(ภาพ)พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์เกศบัวตูม กรุวัดใหม่อมตรส ของ อ้วน ลอยฟ้า.
เปิดสนามพระวิภาวดี อาทิตย์แรกของเดือน ๗ ด้วยธรรมะของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศฯ เรื่อง เมตตาจิต “เมื่อมีเมตตาจิตแผ่กว้างออกไปเพียงใด มิตรและไมตรีกว้างออกไปเพียงนั้น และให้ความสุขแก่ส่วนรวม หมู่ชนที่มีไมตรีจิตต่อกัน ย่อมหมดความระแวง ไม่ต้องระวัง หรือเตรียมรุกรับ จึงมีโอกาสกระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และมีความเจริญและสงบสุข.....
แล้วก็ขอเชิญชม พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์เกศบัวตูม กรุวัดใหม่อมตรส ที่นำขบวนพระเครื่องหลายสำนัก มาโปรดในสนามพระวิภาวดีวันนี้.....
เป็น พระสมเด็จบางขุนพรหม ที่สภาพสมบูรณ์สวยเดิมๆ คราบกรุเม็ดกรวดทราย ที่เกาะแน่นแห้งสนิท ในผิวเนื้อเคลือบน้ำโคลน ซึ่งเกิดจากก้อนดินเหนียวที่ผู้ลักลอบใช้เป็นอุปกรณ์ในการ “ตกเบ็ด” นำพระออกจากกรุ หลุดร่วงลงทับถมองค์พระในกรุ .....
เมื่อปีน้ำท่วม พ.ศ.๒๔๘๕ มีน้ำไหลเข้าท่วมขังอยู่ในองค์พระเจดีย์ ทำให้ก้อนดินที่ตกหล่น ละลายกลายเป็นน้ำโคลน ซึมเข้าเกาะแน่นในเนื้อองค์พระ พบทั้งที่แยกออกได้เป็นองค์ และชนิดที่องค์พระเกาะแน่นรวมกันเป็นก้อน ถือเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของ พระกรุใหม่ บางขุนพรหม.....
ด้านหลังองค์พระมี รอยปั๊มตราวัด รูปองค์พระเจดีย์ “หมึกม่วง” ที่เป็นสัญลักษณ์พระกรุใหม่ ที่ทำพิธีนำขึ้นจากกรุอย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐--รอยปั๊ม ต้องมีทุกองค์ องค์นี้ของ เสี่ยอ้วน ลอยฟ้า.....
...
องค์ที่สอง เป็นพระสมเด็จสำนักวัดเกศไชโย จ.อ่างทอง ของ คุณพี่วิรัญดา วีรารักษ์ เป็นพิมพ์ ๖ ชั้น อกตัน พิมพ์พระมาตรฐาน อันดับ ๒ ของตระกูล.....
พระสภาพสมบูรณ์พองาม ด้านหน้ามีริ้วรอยสัมผัสใช้เข้าเนื้อเล็กน้อย ผิวหน้าเรียบเสมอทั่วองค์ น่าจะเป็นเพราะการเลี่ยมพระแบบเปิดหน้าแล้วใช้บูชาติดตัว ซึ่งนิยมกันในสมัยก่อน เพราะเชื่อว่าถ้าได้ใช้พระแบบสัมผัสผิวถึงเนื้อถึงตัว จะทำให้ได้รับอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์เต็มๆ.....
แต่ก็ยังดีที่เข้าเนื้อเพียงผิวเผิน พิจารณาองค์รวม ยังคงความงามของพิมพ์พระไว้ระดับ พระแท้ ดูง่าย เนื้อพระก็เป็นเนื้อผงแก่มวลสาร สีขาวนวลแห้งสนิท ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ราคาประเมินปัจจุบันอยู่ที่หลักแสนปลายๆ.....
องค์ต่อไป ก็สายสมเด็จ คือ พระปิลันทน์ (ขาว) พิมพ์ปรกโพธิ์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ม.จ.ทัต เสนีวงศ์ฯ) วัดระฆังฯ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ศิษย์สายตรงองค์จริง ซึ่งได้สืบทอดทั้งวิชาพุทธาคม ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ และฐานา ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ จาก สมเด็จฯโต อาจารย์.....
และสร้างพระพิมพ์ ด้วยเนื้อผงพุทธคุณ ๕ ประการ ที่ได้รับมอบจาก สมเด็จฯโต มาเป็นมวลสารหลัก ผสมกับผงพุทธคุณส่วนตัว ผงใบลานเผา และมวลสารศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ แยกได้เป็น เนื้อผงขาว เนื้อผงแก่น้ำมัน สีออกนํ้าตาล และเนื้อผงผสมใบลาน สีเนื้อเทาดำ.....
จัดสร้างเมื่อราวปี พ.ศ.๒๔๑๐ โดยช่างหลวงเป็นผู้ออกแบบทำแม่พิมพ์ ซึ่งมีรูปแบบโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากพระของสมเด็จฯโต.....
พิมพ์พระมีมากแบบหลายขนาด ราว ๒๐ แบบพิมพ์ อาทิ พิมพ์ซุ้มประตู พิมพ์เปลวเพลิง พิมพ์ครอบแก้ว พิมพ์ปฐมเทศนา พิมพ์พระปิดตา พิมพ์พระโมคคัลลาน์-สารีบุตร พิมพ์หยดแป้ง .....
และ พิมพ์ปรกโพธิ์ อย่างองค์นี้ของ เสี่ยเบนจมิน ท่าพระจันทร์ ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ตื้น เนื้อผงแก่น้ำมัน ส่วนหนึ่งนำออกแจกศิษยานุศิษย์คราวรับสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์ นิยมเรียกกันในอดีตว่า “พระสองสมเด็จ” .....
...
อีกส่วนที่มีจำนวนมากนำบรรจุกรุองค์พระเจดีย์ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระอุโบสถ ถึงราวปี พ.ศ.๒๔๘๐ จึงมีพิธีเปิดกรุ นำพระออกเผยแพร่อย่างเป็นทางการ ลักษณะพระที่นำขึ้นจากกรุทุกองค์มี เอกลักษณ์ เป็นคราบกรุไขขาวแบบ “ไขวัว” ขึ้นเกาะแน่นเข้าในผิวเนื้อทุกองค์ ปัจจุบันเป็น พระพิมพ์เนื้อผง ที่ได้รับความนิยมนำมาใช้บูชาแทนพระพิมพ์ ของ สมเด็จฯโต เป็นอันดับต้น.....
รายการที่สี่ ขอเสนอ พระชัยวัฒน์ หัวไม้ขีด พ.ศ. ๒๔๗๑ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสสฺเทว) วัดสุทัศนเทพวราราม สร้างขณะดำรงสมณศักดิ์ ที่พระพรหมมุนี ต่อเนื่องกับการได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์ .....
เนื้อพระเป็น นวโลหะ ภายในสีนาก กลับขาวแล้วกลับดำ เป็นสีผิวชั้นนอกสุด จำนวนพระมีสร้างไว้น้อยมาก ยากจะได้พบเห็น องค์นี้ ของ พล.อ.พัฑฒะนะ พุธานานนท์ ที่เขียนโน้ตเล่าว่าได้เมื่อครั้งไปกับคุณแม่ ตอนอายุ ๔ ขวบ ได้รับมาจากมือ คุณหญิงส้มจีน อุณหะนันท์ ถือเป็นพระแท้ที่มีความสมบูรณ์งดงาม เป็น “องค์ครู” ของวงการองค์หนึ่ง .....
ตามมาด้วย พระสมเด็จเกศไชโย พิมพ์ ๗ ชั้น แขนติ่ง นักเลงโต วัดไชโยวรวิหาร อ่างทอง พระนอกพิมพ์มาตรฐาน แต่เป็นพิมพ์ที่นักนิยมพระยอมรับเล่นหาเป็น พระสมเด็จเกศไชโย กันมาก โดยเฉพาะนักนิยมพระเมืองอ่างทอง เรียกได้ว่าเป็น พิมพ์พระมหาชน.....
...
เพราะเป็นที่ทราบกันว่า พระที่แตกกรุ ครั้งแรกของวัดไชโย มีแบบพิมพ์มากกว่า ๓ พิมพ์มาตรฐาน แน่นอน แต่ระยะต่อมา มีพระพิมพ์เหมือนๆกัน แตกกรุในวัดใกล้เคียง จึงมีการกำหนด พิมพ์พระที่ไม่มีซ้ำ กับที่อื่น เป็นมาตรฐาน ไว้เพียง ๓ พิมพ์ .....
เมื่อการเวลาผ่านมา มีผู้รู้สามารถดู แยกเนื้อพระพิมพ์ซ้ำของวัดไชโย จากวัดอื่นได้ โดยยึดถือเนื้อพระผงขาวแห้ง “ผงกระดูก” แบบพิมพ์พระมาตรฐานเป็น หลักพิจารณา ทำให้วงการยอมรับพิมพ์อื่น จนมีความนิยมสูงขึ้นเป็นลำดับ.....
ถึงปัจจุบัน ราคาพระพิมพ์นี้ยังไม่สูงเทียบ 3 พิมพ์มาตรฐาน แต่องค์งามๆ อย่างองค์นี้ของ เสี่ยอ้น ซีพี ก็ขึ้นหลักแสนมานานแล้วนะ ขอบอก .....
ถัดไป เป็น พระพุทธรูปบูชา พุทธศิลป์สมัยอู่ทอง สนิมเขียวหยก ยุคต้น ขนาดหน้าตัก ๘ นิ้ว องค์นี้เห็นทีไรก็สุขใจ เพราะพุทธศิลป์เป็นพระยุคต้น ที่มีพุทธศิลป์สืบทอดมาจาก พระพุทธรูปพุทธศิลป์สมัยอู่ทองสุวรรณภูมิ ที่มีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ .....
...
ซึ่งเป็นช่วงยุคปลาย สมัยทวารวดี ที่ศิลปะขอมเข้ามามีอิทธิพลในสุวรรณภูมิ แต่ก็เป็นได้เพียงเข้ามาผสม ไม่สามารถกลืนศิลปะพื้นถิ่นได้หมด จึงเกิดเป็นศิลปะพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง กำเนิดในประเทศสยาม ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-20 .....
ซึ่งแยกได้เป็น ๓ ลักษณะคือ ยุคต้น หน้าแก่ พระพักตร์ยังมีความเข้มขรึมเคร่งเครียด องค์พระนั่งตรงทรงสูงแข็งชะลูด อย่างศิลปะขอมอยู่มาก ยุคกลาง หน้ากลาง พระพักตร์คลายความเคร่งขรึม ตึงเครียด แต่ยังคงดูเข้มแข็ง ยุคปลาย หน้าหนุ่ม พระ พักตร์ไม่ตึง เครียด พระโอษฐ์มีรอยยิ้มความละมุน องค์พระมีความโค้งเว้าดูอ่อนช้อยงดงามขึ้น.....
องค์นี้ของ เสี่ยอมรศักดิ์ พงศ์พศุตม์ พิจารณาจากพุทธศิลป์ โดยเฉพาะรายละเอียดในพระพักตร์และทรวดทรง ที่มีความงดงามอย่างอัศจรรย์ กับ สภาพคราบกรุสนิมเขียวหยก ที่ขึ้นคลุมเต็มองค์แล้ว บอกได้ว่าเป็นพระถึงยุคถึงศิลป์ ที่มีความสมบูรณ์งดงามเป็นที่สุดในแผ่นดินองค์หนึ่ง.....
อีกสำนักเป็น เหรียญหัวโต หลวงปู่ทวด เนื้อทองคำ รุ่นมงคล ๕ พ.ศ.๒๕๔๑ วัดช้างให้ ปัตตานี เป็นเหรียญหลวงปู่ทวด สร้างย้อนยุค ปลุกเสกโดย พระอาจารย์นอง วัดทรายขาว ที่ได้รับความนิยมสูงมาก.....
เปิดจองเพียงสามเดือน เหรียญทุกเนื้อ มีผู้สั่งจองหมดก่อนวันงานพิธีปลุกเสก โดยเฉพาะชนิด เนื้อทองคำแบบเหรียญนี้ของ ร้านเต่าพระเครื่อง ที่มีสร้างน้อย เท่าจำนวนสั่งจอง คนรู้ข่าวช้าต้องแย่งซื้อใบสั่งจองในราคาที่สูงขึ้น ๒-๓ เท่าตัว.....
เรื่องปิดท้ายสไตล์สนามพระวิภาวดี วันนี้เล่าถึง เถ้าแก่นนท์ อดีตเจ้าของโรงสีหลายแห่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีลูกชายโทน เรียนจบปริญญาโทจากอเมริกา ก็กลับมาอยู่เมืองไทย จนอายุย่างเข้าหลักสี่ แล้วยังไม่ยอมมีเมีย.....
พ่อแม่ก็พยายามแนะนำลูกสาวเพื่อนๆ สวยๆ โปรไฟล์ดีๆ หลายคนให้ก็ไม่เอา สนใจแต่ทำงาน กับศึกษาสะสมพระเครื่อง กับกลุ่มเพื่อนๆอย่างจริงจัง แต่ก็ใช้แค่เงินเดือน จึงซื้อได้แค่พระราคาหลักหมื่น ไม่กล้าซื้อพระแพงๆ.....
เถ้าแก่นนท์ กับภรรยาสังเกตว่าลูกชายไม่สนใจมีแฟนจริงๆ ก็กลุ้มใจ เพราะกลัวไม่ได้อุ้มหลาน จึงร่วมกันคิดหาวิธี แล้วปิ๊งไอเดียเด็ดขึ้นมา ตัดสินใจว่าต้องลงทุนเท่าไรก็ยอม เพราะสมบัติเงินทองทรัพย์สินทั้งหมด ก็ต้องยกเป็นมรดกของลูกชายอยู่แล้ว.....
จึงเรียกลูกชายมาถามว่าที่ชอบสะสมพระ อยากได้พระอะไรมากที่สุด ลูกชายยิ้มแป้นตอบทันทีว่า “พระชุดเบญจภาคี” เถ้าแก่นนท์ ก็ยิ้มเพราะเข้าทาง แล้วถามว่า ถ้าพ่อหาพระชุดเบญจภาคีให้ได้ ลูกจะยอมแต่งงานกับสาวที่พ่อหาให้ไหม.....
ลูกชายก็ตื่นเต้นดีใจ แต่ตอบอย่างเกรงใจว่า ไม่ต้องทั้งชุดหรอกครับ แพงมาก ขอเอาแค่ พระสมเด็จวัดระฆังฯองค์เดียว ผมก็ยอมแต่งแล้ว และบอกว่านี่ถ้าถามผมตั้งแต่กลับจากเมืองนอกใหม่ๆ ป่านนี้พ่อแม่ก็ได้บวชหลานกันแล้ว--และตอนนั้นพระเบญจภาคีก็ยังไม่แพงด้วยเจ้าค่ะ อามิตตพุทธ.
สีกาอ่าง