ข่าว
100 year

งูกัดอย่าขันชะเนาะ-ดูดพิษ!!

สะ-เล-เต2 ก.ค. 2562 05:01 น.
SHARE

ข้อมูลน่าตกใจจากกระทรวงสาธารณสุข แต่ละปีคนถูกงูพิษกัด 7,000–10,000 ราย โดยเฉพาะในฤดูฝน ส่วนใหญ่เพราะเดินไปเหยียบหรือเข้าใกล้โดยไม่รู้ว่ามีงูอยู่บริเวณนั้น

ประเทศไทยแต่ละภูมิภาคมีงูพิษ 7 ชนิด ที่มักกัดคน และโรงพยาบาลมีเซรุ่มแก้พิษ ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา งูแมวเซา งูกะปะ และงูเขียวหางไหม้

หากถูกกัด วิธีที่ดีที่สุด...ตั้งสติ สังเกตลักษณะของงู รีบล้างบริเวณที่ถูกงูกัดด้วยน้ำสะอาด เคลื่อนไหวบริเวณที่ถูกกัดให้น้อยที่สุด อาจดามบริเวณถูกกัดด้วยแผ่นไม้หรือวัสดุแข็ง แล้วใช้ผ้าพันแผลยางยืดรัดให้แน่น ยกให้อยู่ในระดับต่ำกว่าหัวใจ

ที่สำคัญ ไม่ต้องเสียเวลากับการจับงูมาด้วย เพราะหมอสามารถวิเคราะห์ชนิดของงูได้ตามอาการ รีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด หรือโทร.แจ้ง 1669

ส่วนความเชื่อแบบโบราณ หรือที่เราเห็นกันในภาพยนตร์ ถูกงูกัดให้กรีดแผล ใช้ไฟจี้ แล้วดูดพิษออกจากแผล หรือพอกยาสมุนไพร ไม่น่าจะลดพิษได้

เพราะพิษซึมเข้าร่างกายรวดเร็วมาก การเอาปากดูดแผล ดีไม่ดีคนดูดจะตายเสียก่อน หากมีแผลที่ปาก

การขันชะเนาะก็เช่นกัน แม้จะช่วยให้พิษซึมเข้าหัวใจช้า แต่ถ้าไม่มีความชำนาญ ขันแน่นไป เสี่ยงทำให้เกิดเนื้อบริเวณนั้นเน่าตาย ที่สำคัญหากเป็นงูที่มีพิษต่อระบบประสาท ผู้ป่วยอาจอาการแย่ลง จนเกิดภาวะหัวใจวายทันทีหลังคลายการขันชะเนาะ

หนทางที่ดีที่สุด ป้องกันที่ต้นเหตุย่อมดีกว่าแก้ที่ปลายเหตุ หลีกเลี่ยงการเดินในที่รก หญ้าสูง หรือเข้าป่าในเวลากลางคืน โดยเฉพาะตอนพลบค่ำ ที่งูออกหากิน และเวลาที่ฝนตกปรอยๆ ที่ชื้นแฉะ

หากจำเป็นต้องออกจากบ้านตอนกลางคืน หรือเข้าป่า ทุ่งหญ้า ควรมีไฟฉายส่องทาง และใช้ไม้แกว่งไปมาให้มีเสียงดัง เพื่อให้งูหนีไปที่อื่น.

สะ–เล–เต

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงสาธารณสุขงูกัดแก้พิษยาสมุนไพรงูมีพิษหน้ามองฟ้า เท้าหยั่งดินสะ-เล-เตเกษตร

คุณอาจสนใจข่าวนี้