สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับความใจดีของคนจนนำความทุกข์ร้อนมาให้แก่ตัวเอง ซึ่งแฟนเพจได้นำเรื่องราวดังกล่าวเข้ามาปรึกษาในเพจทนายเจมส์ LK เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด
เรื่องมีอยู่ว่า น.ส. ก เดือดร้อนเรื่องเงิน จึงได้ส่งข้อความส่งถึง น.ส. ข ผ่านแอปพลิเคชัน Messenger ขอยืมเงินจำนวน 15,000 บาท โดยยืนยันหนักแน่นว่า หากเงินเดือนออกจะคืนเงินให้ภายในสิ้นเดือนแน่นอน แต่ น.ส. ข มีเงินในบัญชีไม่เพียงพอที่จะให้ น.ส. ก ยืม และด้วยความใจดีของ น.ส. ข เป็นเหตุ เห็นแก่ความเดือดร้อนของเพื่อนมาก่อนสิ่งอื่นใด จึงตัดสินใจรับปากจะหาเงินมาให้ โดยที่ น.ส. ข แจ้ง น.ส. ก แล้วว่าจะไปยืมคนอื่นมาให้ ซึ่งอาจจะมีดอกเบี้ยสูง เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี น.ส. ก ตอบตกลงทันที น.ส. ข ไม่รอช้ารีบจัดแจงหาแหล่งเงินทุนกู้ยืมมาให้เพื่อน โดยให้เพื่อนเขียนข้อความขอยืมเงิน ยอดเงิน พร้อมกับลงลายมือชื่อลงในสำเนาบัตรประชาชนส่งผ่านแอปพลิเคชัน Messenger ไม่นานนัก เมื่อ น.ส. ข ได้รับเงิน ก็รีบโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารเข้าบัญชีธนาคารของเพื่อน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยไม่ได้ระแวดระวังเลยว่า กำลังจะมีปัญหาเกิดขึ้นกับตัวเองในอนาคตอันใกล้นี้
เมื่อถึงเวลาสิ้นเดือนตามกำหนดนัดที่ น.ส. ก จะต้องชำระเงินคืนให้แก่ น.ส. ข ก็เริ่มมีความผิดปกติเกิดขึ้นระหว่าง น.ส. ข กับ น.ส. ก จากเดิมที่เคยติดต่อกันได้ตลอดทุกช่องทางการสื่อสาร หลังจากถึงกำหนดชำระหนี้คืน น.ส. ก เริ่มติดต่อยากมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นไปตามสูตรสำเร็จของลูกหนี้ทั่วไป เช่น โทรศัพท์ไม่รับสาย ไม่โทรกลับ โทรย้ำหนักๆ ก็ปิดเครื่องหนี ติดต่อทางแอปพลิเคชัน LINE หรือแอปพลิเคชัน Messenger แรกๆ ก็อ่านดีตอบโต้บ้าง หาเหตุผลชักแม่น้ำทั้งห้ามาเป็นข้ออ้างที่จะเลื่อนการชำระเงิน ช่วงหลังอ่านแต่ไม่ตอบ อ้างว่ายุ่ง หนักเข้าก็ไม่อ่านข้อความเลย เป็นต้น
น.ส. ข ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากถูกเจ้าหนี้ที่ตัวเองไปกู้ยืมเงินแทนเพื่อนมากดดันอย่างหนัก สุดท้ายต้องหาเงินไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนเพื่อนก่อน เพื่อตัดความรำคาญ แต่ดูเหมือนเพื่อนจะไม่สนใจในความเดือดร้อนของ น.ส. ข เมื่อทวงถามมากๆ น.ส. ก ก็ไปร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรม อ้างว่า น.ส. ข ปล่อยเงินกู้ โดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
ทั้งนี้ หาก น.ส. ข มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงเจ้าหนี้ตัวจริง ก็อาจจะมีข้ออ้างหรือข้อต่อสู้ เพื่อให้หลุดพ้นคดีได้ แต่คดีนี้เจ้าหนี้ตัวจริงสามารถหลบเลี่ยงความผิดได้ดี โดยไม่มีเอกสารหลักฐานและไปผูกมัดตัวเจ้าหนี้เลย รวมไปถึงอาจจะมีเรื่องอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง น.ส. ข จึงต้องยอมเจ็บตัว เพื่อแลกกับประสบการณ์
ทางออกของเรื่องนี้ น.ส. ข ควรจะต้องเจรจาให้จบในขั้นตอนของศูนย์ดำรงธรรม โดยอาจจะขอให้ น.ส. ก คืนแค่ต้นเงิน เท่านั้น เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ส่งเรื่องไปยังสถานีตำรวจ ซึ่งอาจจะเกิดความยุ่งยากในการเจรจา รวมไปถึงการยุติคดี เนื่องจากการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรากว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ไม่สามารถยอมความได้
คดีนี้ น.ส. ข สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี โดยไม่ได้ไปโพสต์ข้อความทวงเงิน น.ส. ก ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจจะมีข้อความหมิ่นประมาท และถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และมาตรา 328 อีกส่วนหนึ่งตามมาด้วย โดยหลายท่านคิดว่าการโพสต์เรื่องจริง จะไม่เป็นความผิด ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมากครับ เนื่องจากแม้จะโพสต์เรื่องจริงก็ตาม แต่หากเรื่องจริงนั้น ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ย่อมเป็นความผิดในข้อหาหมิ่นประมาทได้
สุดท้ายคดีนี้เป็นอุทาหรณ์อย่างดี ให้กับทุกท่านที่ใจดี โดยไม่คิดคำนึงถึงผลที่จะติดตามมาในอนาคต ทุกครั้งที่จะยืมเงินแทนใคร หรือค้ำประกันใคร ควรคิดถึงผลที่จะติดตามมาในอนาคตด้วย หากลูกหนี้ตัวจริงไม่ชำระเงิน ท่านจะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร ในเมื่อท่านเป็นผู้กู้ยืมกับเจ้าหนี้โดยตรง
สำหรับท่านที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ
Facebook: ทนายเจมส์ LK