king10
Thairath Logo
กีฬา

กัญชา!ยาวิเศษ 6 ข้อคำนึงรักษาโรค

Share :
line-share-logo

“กัญชา” กับ “การรักษาโรค” เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ “หมอดื้อ” ย้ำว่า หนึ่ง...ต้องพยายามรู้ให้ได้ว่าโรคนั้นเกิดจากสาเหตุอะไร ถัดมา...ขณะนี้โรคสงบแล้วหรือยัง สาม...อาการที่เกิดขึ้นขณะนี้เกิดจากผลตามหรือความเสียหายซึ่งเกิดจากโรคหรือโรคกำลังลุกลามอยู่ สี่...ถ้าโรคสงบแล้ว การรักษาขณะนั้นเป็นเพียงแต่บรรเทาอาการ

ยกตัวอย่างเช่นการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อจากแผลเป็นในสมองหรือไขสันหลัง

และ ห้า...ถ้าโรคยังไม่สงบ การรักษาขณะนั้นเป็นการบรรเทาทางอาการและหยุดยั้งโรค การใช้กัญชาหรือยาใดๆก็ตามรวมทั้งยาปัจจุบันในการรักษาโรคมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทราบความจริงที่กลับมาข้างต้น

การที่จะสรุปว่า “กัญชา” ได้ผลในภาวะหนึ่งภาวะใด ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆเหล่านี้ ทั้งที่อาการเหมือนกัน แต่การตอบสนองอาจไม่เท่ากัน ทั้งนี้ รวมถึงการตอบสนองของกัญชาในแต่ละคนมีความต่างกันด้วย และชนิดรวมทั้งส่วนประกอบของกัญชาที่ใช้

ให้รู้ต่อเนื่องแบบลงลึกเกี่ยวกับข้อควรระวังของการใช้กัญชาใน “โรคพาร์กินสัน” และโรคอื่นๆด้วยว่า...เวลาก่อนจะใช้กัญชา ไม่ว่า CBD หรือน้ำมันกัญชาธรรมดาที่มีสารออกฤทธิ์ในทางเมา

สิ่งสำคัญก็คืออธิบายให้ผู้ป่วยทราบก่อนว่า “ยาพาร์กินสัน” ที่ใช้อยู่เป็นเพียงบรรเทาอาการและไม่ได้ช่วยให้โรคหาย แต่ขณะเดียวกันการใช้ยาขนาดมากเพื่อทำให้เข้าใกล้ปกติมากที่สุด กลับกลายเป็นเร่งให้โรคพัฒนาได้เร็วขึ้น จนกระทั่งไม่ว่าจะใช้ยาอะไรก็ไม่ได้ผล

เพราะ...เป็นการเร่งให้สมองส่วนที่บกพร่องอยู่แล้วทำงานเกินกำลัง

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ บอกว่า การใช้ยาพาร์กินสันในแต่ละมื้อในขนาดมากเกินไป อาจทำให้มีความดันโลหิตตก...หน้ามืด การทรงตัวไม่ดีขณะเปลี่ยนท่าจากนอนไปนั่ง นั่งไปยืน และความดันตกเช่นนั้นเป็นข้อสังเกตที่สำคัญว่าจะทำให้โรคไปเร็วหรือไม่ และรายงานระยะหลังพบว่า อาจจะกระตุ้นทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมอีกด้วย...orthostatic hypotension (ความดันโลหิตต่ำเมื่อลุกยืน) ขณะลุกขึ้นทันที ไม่ต้องรอ 3 นาที

ข้อแนะนำ…ข้อแรกเริ่มจากลดขนาดยาให้น้อยที่สุดแต่ไม่ใช่หยุดยาเพราะจะกลายเป็น dopamine deprivation และที่สำคัญคือหยุดยาที่ทำให้ levodopa ค้างอยู่ในสมองนาน เช่น entacapone และแม้แต่ dopamine agonists ถ้าเป็นไปได้ เช่น pramipexol ropinirole

ข้อถัดมา...ใช้กัญชาร่วมในขนาดที่น้อยที่สุดเพียงครึ่งหยดต่อวันในวันแรก และต้องเริ่มตอนก่อนนอนทุกครั้ง ข้อที่สาม...ในขณะเดียวกันประเมินยาอื่นที่ผู้ป่วยใช้ด้วยว่าจะมีปฏิกิริยาควบรวมกับกัญชาที่ใช้อยู่หรือไม่ ซึ่งอาจจะต้องลด...เพิ่มขนาดยาในเวลาต่อมา เพราะกัญชาอาจไปเพิ่มฤทธิ์หรือลดฤทธิ์ของยานั้นๆ

และ...ทำให้อาการของโรคอื่นกลับเลวลงไปอีก

ข้อที่สี่...การเพิ่มขนาดของกัญชาควรกระทำอย่างช้าๆในวันรุ่งขึ้นหรือในอีกสองวันถัดมา ทั้งนี้ โดยประเมินจากผลข้างเคียงได้แก่ ง่วงเมา โซเซ เวียนหัวคลื่นไส้หรือมีความดันตก ซึ่งอาจจะเกิดกับน้ำมันกัญชาธรรมดามากกว่า แต่เกิดกับ CBD ได้ แม้ว่าจะน้อยมากและดูว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้วหรือยัง

ข้อที่ห้า...ถ้ายังไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจค่อยๆเพิ่มทุกวันหรือทุกสองวันได้ขนาดครึ่งหยดตอนก่อนนอน และควรหยุดอยู่ที่ไม่เกินสามถึงสี่หยด การจะใช้กัญชาในช่วงเวลาอื่นหรือไม่อย่างไรขึ้นอยู่กับว่าจะมีผลแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงอะไรบ้าง และผู้ป่วยทำงานอะไรเวลากลางวัน...อาจจะเกิดอันตรายในการทำงานหรือไม่

ข้อที่หก...ห้ามคิดว่ายิ่งใช้ปริมาณมากยิ่งดีเนื่องจากการใช้กัญชาในการรักษาโรคเป็นการปลุกระบบกัญชาธรรมชาติในตัวให้ทำงานและปรับสมดุลในร่างกาย

คำแนะนำนี้ได้จากตำราทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ได้จากคำแนะนำของเพื่อนคู่หูจากชมรมใต้ดินและได้จากการพัฒนาจากการดูผู้ป่วยมากกว่า 100 ราย และไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำตามนี้

ทั้งนี้ สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยขึ้นอยู่กับชนิดของกัญชา ชนิดของสายพันธุ์กัญชา และความเข้มข้นของกัญชาที่ใช้

อย่างไรก็ตามเนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้มักจะไม่ทราบธรรมชาติที่มา ควรเริ่มน้อยที่สุดก่อน ส่วน CBD บริสุทธิ์นั้นเป็นประสบการณ์ไม่นานมานี้โดยการใช้ในผู้ป่วยใช้เวลาประเมินประมาณสองถึงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา

“หมอไม่ได้เป็นคนครอบครองกัญชาขายกัญชาให้ผู้ป่วยใดๆทั้งสิ้น แต่ผู้ป่วยสามารถได้กัญชาจากชมรมจิตอาสา หมอแนะนำวิธีใช้และติดตามการรักษาร่วมกับเพื่อนชมรมใต้ดินโดยไม่ได้ปฏิบัติผิดกฎหมายใดทั้งสิ้น เพื่อผลประโยชน์สูงสุดและเป็นการรักษาชีวิตของผู้ป่วยโดยที่สามารถลดค่าใช้จ่ายของยาปัจจุบันได้”

คำว่า “ลด” ที่ว่านี้คร่าวๆก็จากเดือนละประมาณตั้งแต่ 7,000–28,000 บาท ลงมาเหลือประมาณ 200–700 บาทต่อเดือน

และ...ใช้การปฏิบัติเช่นนี้กับโรคอื่นๆ ได้แก่ โรคสมองเสื่อมที่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่แก้ไขได้ อาการปวดเส้นประสาทใบหน้า อาการปวดอย่างอื่น ภาวะนอนไม่หลับ เครียด อาการเกร็ง บิด

นอกจากนี้ยังใช้ควบรวมกับยาโรคลมชักที่คุมอาการยังได้ไม่ดี โดยต้องมีความระวังอย่างสูงสุด เพราะกัญชาจะไปเพิ่มฤทธิ์ของยากันชัก

ถึงตรงนี้ต้องทำความเข้าใจกันให้แจ่มชัดพอสมควรแล้วว่า การใช้ “กัญชา” ไม่ได้ผลดีที่สุดในทุกราย ในกรณีที่ไม่ได้ผลมีความจำเป็นต้องประเมินตัวโรคใหม่ว่ามีสาเหตุซับซ้อนอย่างอื่นหรือไม่

หรือ...มีการใช้ยาสมุนไพรอื่นๆควบรวมไปด้วย

“ในโรคทางสมองบางอย่าง...multiple system atrophy จะมีความผิดปกติของหลายระบบร่วมกัน เช่น ระบบประสาทอัตโนมัติที่ทำให้ความดันตกเหลือประมาณ 50 ถึง 70 ร่วมกับอาการเกร็ง spsticity...อาการพาร์กินสัน อาการเซ และการรับรู้สัมผัสของขาผิดปกติ คือมีทั้ง posterior column และ cerebellum ผิดปกติ โดยมี peripheral nerve ด้วย”

แน่นอนว่า...การใช้กัญชาในกรณีนี้ จุดประสงค์เพื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วยโดยทำให้ความดันอยู่ในระดับปกติ มีชีวิตอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องใช้ยากระตุ้นความดันในโรคดังกล่าว...มีคนไข้หนึ่งรายซึ่งขณะนี้สามารถคุมความดันได้แต่อาการอื่นๆดีขึ้นแต่ไม่ถึงกับน่าพอใจ

ประเด็นสำคัญสุดท้าย...“ห้าม” คิดว่า “กัญชา” เป็นยาวิเศษ

“กัญชา” คือ “ยา” เมื่อจะนำมาใช้ในการรักษาโรคต้องรู้ว่าโรคนั้นคืออะไร เกิดจากสาเหตุอะไรและการใช้กัญชานั้นเพื่อการบรรเทาอาการ ควบรวมกับยาปัจจุบันหรือใช้เป็นยาหลักต่อเมื่อยาปัจจุบันนั้นไม่ได้มีคุณสมบัติในการรักษาโรคเพียงแต่บรรเทาอาการของโรคเท่านั้น

“...รักษาชีวิตผู้ป่วยประหยัดมากที่สุด ผลข้างเคียงน้อยที่สุด และใช้สมบัติของชาติ สมบัติของคนไทยทุกคนอย่างคุ้มค่า” ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา กล่าวทิ้งท้าย.

อ่านเพิ่มเติม...
สกู๊ปหน้า1กัญชาการรักษาโรคธีระวัฒน์ เหมะจุฑาน้ำมันกัญชาผู้ป่วย