ข่าว
100 year

แห่อบรม! การใช้ "กัญชา" เต็ม "โควตา"

ไทยรัฐฉบับพิมพ์30 เม.ย. 2562 05:12 น.
SHARE

หมอแผนไทย มีความต้องการ ปีละราวๆ "10 ตัน"

คึกคัก “แพทย์-เภสัช” ทั้งแผนปัจจุบัน-แผนไทย แห่อบรมการใช้กัญชาทางการแพทย์เต็มโควตา โดย ผอ.สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ เล็งขอสารสกัดกัญชา 100 ลิตร จาก อภ.มาทำวิจัยใน 3 กลุ่มโรค ด้านกรมการแพทย์แผนไทยฯ เผยต้องการกัญชา 10 ตันต่อปี ใช้ใน 16 ตำรับสมุนไพรที่ถูกกฎหมาย เล็งใช้สัดส่วนการปลูก 2-2-6 ที่สำคัญพื้นที่ปลูกนอกจากไม่ใช้สารเคมีแล้ว พื้นที่โดยรอบรัศมี 5 กิโลเมตร ควรต้องปลอดสารพิษ ขณะที่ “เดชา” วอนปรับกฎหมายให้ผู้ป่วยเข้าถึงยากัญชามากที่สุด

ที่โรงแรมทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 29 เม.ย. นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวหลังเปิดการอบรมวิทยากรครู ก.หลักสูตรการใช้กัญชาทางการแพทย์แผนไทย ประมาณ 150 คน ว่าเป็นการจัดอบรมให้กับผู้ประกอบวิชาชีพ 4 กลุ่ม คือ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ เภสัชกรและหมอพื้นบ้าน ให้มีความรู้เรื่องการใช้กัญชาทางการแพทย์ เน้นในตำรับที่ได้รับอนุญาต เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อควรระวังต่างๆ ซึ่งต้องมีการสอบวัดผลในวันที่ 30 เม.ย.นี้ หากสอบผ่านจะได้รับใบรับรองเพื่อนำไปขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต่อไป

นพ.ปราโมทย์กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีตำรับยากัญชา 16 ตำรับที่อนุญาตให้ใช้ได้ตามกฎหมาย คิดว่าใช้จริงน่าจะประมาณ 5-6 ตำรับ เช่น ยาศุขไสยาศน์ ยาสนั่นไตรภพ เป็นต้น ดังนั้น จากนี้จะต้องมีการติดตามและประเมินผล หากตำรับใดที่มีการสั่งจ่ายครบ 100 เคสก่อนก็จะมีการศึกษาต่อถึงประสิทธิภาพ ลักษณะการออกฤทธิ์ สาระสำคัญ เพราะมีหลายตัวยาผสมอยู่ ทั้งนี้จากข้อมูลจากหมอพื้นบ้านไทยพบว่ามีความต้องการใช้กัญชาปีละประมาณ 10 ตัน ดังนั้น จึงได้มีการวางแผนการปลูกกัญชามารองรับความต้องการโดยแบ่งสัดส่วนให้ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ปลูกด้วยเทคโนโลยีใหม่ 2 ตัน เพื่อให้ได้กัญชาที่เพียงพอ และเพื่อการพัฒนาสายพันธุ์ต่อ ให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ปลูกในลักษณะโรงเรือน 2 ตัน ส่วนที่เหลือ 6 ตัน ให้วิสาหกิจชุมชนไปปลูก แต่ส่วนนี้ต้องมาจัดสรรว่าจะให้ใครปลูก ปลูกที่ไหน ส่งให้กับ รพ.ไหนเอาไปใช้ โดยให้สภาเกษตรแห่งชาติไปพิจารณาและมาหารือกับกรมอีกครั้ง คาดว่าสัปดาห์หน้าน่าจะได้ข้อสรุป โดยมาตรฐานกัญชาที่จะนำมาใช้ทางการแพทย์นั้น จะอิงตามเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ดังนั้น การปลูกพืชกัญชาต้องได้มาตรฐานจีเอ็มพีปลอดสารพิษและนอกจากพื้นที่ปลูกไม่ใช้สารเคมีแล้ว พื้นที่โดยรอบรัศมี 5 กิโลเมตร ก็ควรต้องปลอดสารพิษด้วย

ด้านนายเดชา ศิริภัทร หมอพื้นบ้าน และประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า ตนเพิ่งได้รับการรับรองให้เป็นหมอพื้นบ้าน แต่จะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรเฉพาะที่กรมการแพทย์แผนไทยฯจัดอบรม หากผ่านแล้วจะมีสิทธิไปยื่นขอใบรับรองจาก อย.ว่าสามารถปรุงยาและใช้ยาที่มีกัญชาผสมได้ ซึ่งขณะนี้กฎหมายเปิดช่องไว้ 16 ตำรับ ส่วนน้ำมันกัญชาสูตรของตนยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ เพราะยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน จึงต้องรอโครงการวิจัยที่ทำร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงจะสามารถแจกน้ำมันกัญชาสูตรของตนให้แก่ผู้ป่วยได้ ทั้งนี้ จากกระบวนการต่างๆ คาดว่าประมาณเดือน มิ.ย.จะสามารถแจกยาได้จริง ส่วนการเข้ามาอยู่ในระบบเช่นนี้ มีทั้งผลดีผลเสีย ผลดีคือ จะได้ทำให้ถูกกฎหมาย ส่วนผลเสียคือคนไข้ยังเข้าไม่ถึง ซึ่งต่อให้ตนทำโครงการวิจัยได้เต็มศักยภาพก็ได้คนไข้ไม่เกิน 10,000 คน ทั้งที่เรารู้ว่า คนป่วยกำลังต้องการยาหรือใช้ยากัญชาอยู่ 8 แสน-2 ล้านคน เรียกว่าแทบไม่มีประโยชน์ต่อส่วนรวมเลย แม้ อย.กำลังจับคู่กลุ่มที่มีกำลังการผลิต มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาล เพื่อทำวิจัยแจกยาผู้ป่วยแบบตน ก็ได้คนไม่ถึงครึ่งอยู่ดี จะให้ดีจริงต้องปรับกฎหมายให้ผู้ป่วยเข้าถึงยากัญชามากที่สุด ซึ่งถือเป็นก้าวต่อไปที่ตนจะทำ มิเช่นนั้นคนอื่นต้องไปหาของใต้ดินผิดกฎหมาย

อีกด้านหนึ่งที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์-พอร์ต นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวภายหลังเปิดอบรมการใช้สารสกัดจากกัญชาทางการแพทย์ สำหรับแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร ครั้งแรกซึ่งมีผู้เข้าอบรมเต็มจำนวน 200 คน ว่า การจัดอบรมบุคลากรทางการแพทย์เรื่องการใช้สารสกัดจากกัญชา ทางการแพทย์จะเน้น 3 ประเด็น คือ 1.มีความปลอดภัย สารสกัดจากกัญชามีความปลอดภัยจากสารพิษเจือปน และมีความเสี่ยงเกิดอันตรายต่ำเมื่อใช้รักษาผู้ป่วย 2.มีประสิทธิผลในการรักษา เป็นประโยชนกับผู้ป่วยจริงๆ มีการบอกถึงผลดี ผลเสียของการใช้กัญชาอย่างชัดเจน และ 3.มีความเป็นธรรมในการเข้าถึงการรักษา ผู้ป่วยเข้าถึงสารสกัดจากกัญชาอย่างเท่าเทียม และไม่เอื้อประโยชน์กลุ่มใดเป็นพิเศษ โดยหลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีคณะกรรมการรับรอง ผู้ที่ผ่านการอบรมจะต้องขึ้นทะเบียนกับ อย.ต่อไป

อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวต่อว่า โรงพยาบาลใดก็ตามที่จะใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์จะต้องมาขอขึ้นทะเบียนกับ อย.เช่นกัน เนื่องจากสารสกัดจากกัญชา ถือเป็นสารที่ควบคุมเหมือนมอร์ฟีน ที่ต้องไปขึ้นทะเบียนและมีรายงานการใช้ โดยใบประกาศนี้จะมีอายุเพียง 2 ปี เนื่องจากองค์ความรู้เรื่องการใช้กัญชาทางการแพทย์เปลี่ยนเร็วมาก ภายใน 1-2 ปีนี้จะมีงานวิจัยออกมาจำนวนมาก จึงหารือกันในคณะกรรมการรับรองว่าเมื่อครบ 2 ปี ก็จะต้องมาเข้ารับการอบรมใหม่ เป็นต้น ทั้งนี้หากโรงพยาบาลใดมีเพียงแพทย์มาอบรมก็จะมีปัญหา เนื่องจากจะต้องมีทั้งแพทย์ และเภสัชกร ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สั่งจ่ายและจ่ายยา ทั้งนี้หากสถาบันใดอยากจัดการอบรมหลักสูตรลักษณะนี้

ก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีมาตรฐาน 4 ข้อคือ ต้องมีการส่งรายละเอียดหลักสูตรมาให้กรรมการพิจารณารับรองหลักสูตรการใช้สารสกัดจากกัญชาทางการแพทย์ก่อน 2 เดือน 2.ต้องส่งรายชื่อวิทยากรพร้อม คุณวุฒิของวิทยากร 3.ต้องมีคู่มือการอบรม และ 4.ต้องระบุว่าผู้ที่ผ่านการอบรมต้องมีคุณสมบัติใดบ้าง เช่น ของกรมการแพทย์ผู้เข้าอบรมต้องผ่านการทดสอบให้ได้ร้อยละ 60 ถึงจะได้การรับรอง เป็นต้น

ด้าน นพ.อรรถสิทธิ์ ศรีสุบัติ ผอ.สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ กล่าวว่า โรงพยาบาลในสังกัดกรม ทั้งสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สถาบันประสาทวิทยา สถาบันโรคผิวหนัง จะทำวิจัยสารสกัดกัญชาในหลอดทดลอง เบื้องต้นจะขอสารสกัดกัญชาประมาณ 100 ลิตร จาก องค์การเภสัชกรรม (อภ.) มาทำการวิจัย และโครงการวิจัยนี้จะเน้นความปลอดภัย ดังนั้น จึงจะรอสารสกัดจาก อภ.ที่จะได้ในเดือน ก.ค.นี้ ส่วนโครงการวิจัยนั้นจะเน้นทำวิจัยใน 3 กลุ่มโรค ได้แก่ 1.กลุ่มโรค ภาวะที่ได้ประโยชน์มีผลการศึกษาวิจัยสนับสนุนชัดเจน 2.กลุ่มภาวะที่น่าจะได้ประโยชน์ในการควบคุมอาการ ต้องการข้อมูลวิชาการ และศึกษาวิจัยสนับสนุนเพิ่มเติม และ 3.ภาวะที่อาจจะได้ประโยชน์ ซึ่งต้องการการศึกษาวิจัยในหลอดทดลองก่อนศึกษาวิจัยในมนุษย์ หากกลุ่มใดที่มีการผลิตสารสกัดกัญชาอยู่แล้วและมั่นใจว่ามีความปลอดภัยสามารถเข้าร่วมวิจัยกับกรมได้

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แพทย์เภสัชอบรมกัญชาเต็มโควตาปราโมทย์ เสถียรรัตน์หมอแผนไทยข่าวหน้า1สุขภาพ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้