แจงกรอบอัตรากำลังหมอที่มีเพียงพอ

จากกรณีลูกจ้างกระทรวงสาธารณสุขมีการวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งให้บรรจุนักศึกษาแพทย์ และทันตแพทยศาสตร์เป็นข้าราชการในปี 2564 เป็นปีสุดท้าย แต่เพื่อป้องกันปัญหาสมองไหลไปอยู่ภาคเอกชนก็ให้กระทรวงสาธารณสุขนำเอาตำแหน่งข้าราชการในส่วนของวิชาชีพอื่นๆที่ว่างลงมาใช้บรรจุกลุ่มนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์แทน ทำให้แกนนำบุคลากรทางการแพทย์สายงานอื่นๆออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการบรรจุข้าราชการอย่างเป็นธรรม อีกด้านหนึ่งก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเรียนการสอน รวมถึงการใช้ทุนคืนรัฐบาลของนักศึกษาแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร ว่าจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไรนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า จากกรณีนี้สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) ก็คิดอย่างมีเหตุผล เนื่องจากการบรรจุแพทย์เป็นข้าราชการมีมานานแล้ว โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นแรงหลักในการดูแลประชาชนประมาณร้อยละ 75 ส่วนภาคเอกชนจะดูแลผู้ป่วยร้อยละ 20-25 ซึ่งจากการคำนวณตัวเลขแล้ว คือแพทย์ต่อประชากร สัดส่วนแพทย์ต่อประชากรน่าจะใกล้เคียงกับเป้าหมาย ของ สธ. แต่ต่อไปทาง สธ.ก็ต้องวางแผนปรับกระบวนการภายในของตัวเองให้ดี เพื่อป้องกันปัญหาสมองไหลไปภาคเอกชน ทำอย่างไรให้บุคลากรทางการแพทย์เหล่านี้ยังคงทำงานในระบบ หรือโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งกรอบอัตรากำลังของแพทย์ที่ให้ไว้ในปัจจุบันสามารถดูแลได้เพียงพอ เพราะการเพิ่มอัตรากำลังไปตลอดคงเป็นไปไม่ได้ เพราะอนาคตรัฐบาลต้องการจำกัดจำนวนข้าราชการไม่ให้เพิ่มขึ้น ดังนั้น อาจจะมีการประสานการทำงานร่วมกันกับภาคเอกชนมากขึ้น โดยภารกิจใดที่ไม่จำเป็นก็ใช้การจ้างส่วนอื่นมาร่วมดูแลเป็นเอาต์ซอร์ซ (Outsource)

เมื่อถามถึงการสอน นศพ.รวมถึงการใช้ทุนต้องปรับใหม่หรือไม่ ศ.นพ.อุดม กล่าวว่า ในเรื่องการใช้ทุนต้องปรับใหม่แน่ ในอนาคตภาคเอกชนอาจต้องให้ทุนเด็กมาเรียนด้วย เพราะปัจจุบันเด็กรับทุนจากรัฐ อาจใช้ทุนหมดหรือไม่หมดก็ย้ายไปอยู่กับเอกชนเลย กลายเป็นว่าเอกชนไม่ได้ลงต้นทุน แต่มาดึงไปทำงานเลยโดยอาจจ่ายค่าปรับให้เด็กแทน ดังนั้น ต้องมาหารือกันว่าจะทำอย่างไรให้เหมาะสม ขณะนี้มีการพิจารณาเรื่องนี้แล้วโดยในมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้ทุนแพทย์เพิ่มในปี 2564 นั้นได้มีการปรับแนวทางการทำสัญญาใหม่ให้เอื้อทุกฝ่าย โดยมีสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และ สธ.ร่วมกันดูแล ซึ่งอนาคตมีความเป็นไปได้ที่เอกชนจะมาให้ทุน นศพ.โดยตรง เช่น รพ.ศิริราชปกติมีการเปิดรับ นศพ. 320 คน แต่อาจแบ่งโควตาให้เอกชน 20 คน มาออกค่าใช้จ่ายให้ นศพ. ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่ดี โดยหลังปี 2564 จะมีการวางแผนหลักเกณฑ์แนวทางร่วมกันระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้.