“มีนาคม”...เป็นเดือนที่เราจะรณรงค์เรื่อง...
“มะเร็งลำไส้ใหญ่” ประเด็นน่าสนใจวันนี้มีว่า “คนไทย” มีแนวโน้มเป็นเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 3 เปอร์เซ็นต์จากสถิติที่ทำโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ...คนไทย 1 ใน 50 คน มีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 75 ปี
ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒโนสถ ย้ำว่า เท่าที่เจอคนไข้คนไทย อายุน้อยที่สุดที่เป็นอายุไม่ถึง 20 ปีก็เป็นได้...
จะเป็นเรื่องของพันธุกรรม แต่มีสัดส่วนการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อยู่ที่ไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคนที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
หรือมะเร็งเต้านมก็มีโอกาสที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนธรรมดา ซึ่งคนที่มีประวัติ เหล่านี้ก็ควรที่จะได้รับการตรวจคัดกรอง
แต่...สำหรับคนที่อายุ 30 กว่าปีปกติทั่วไปก็สามารถเป็นได้เช่นกัน
เหมือนกับประเทศอเมริกาที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่กันเยอะ...เป็นอันดับสอง ส่วนของบ้านเรา มะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ชาย พบมากเป็นอันดับ 3 ...ผู้หญิงเป็นอันดับ 4 ที่พบมาก แล้วก็แนวโน้มเมื่อก่อนเราคิดว่าผู้สูงอายุจะมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้น แต่ปรากฏว่าแนวโน้มที่คนอายุต่ำกว่า 50 ปีจะเป็นก็มีสูงขึ้นเหมือนอเมริกาแล้ว
เคาะตัวเลข...สถิติอยู่ที่ราวๆ 10 เปอร์เซ็นต์
“คนอายุน้อยไม่ใช่ว่าจะไม่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะเกี่ยวพันกับสาเหตุใหญ่ๆที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป มะเร็งลำไส้ใหญ่...เกี่ยวโยงกับไลฟ์สไตล์วิถีชีวิตปฏิบัติ เริ่มหนัก...ด้วยวิถีเนือยนิ่ง ก็คือนั่ง ดูทีวี ใช้มือถือ ออกกำลังกายน้อยลง แล้วก็ทำให้น้ำหนักเพิ่ม มีแนวโน้มจะอ้วน แล้วคนรุ่นใหม่ก็ยังมีเรื่องของการสูบบุหรี่”
คนรุ่นเก่าอาจจะสูบน้อยลงแล้ว แต่คนรุ่นใหม่ยังสูบเยอะ และที่สำคัญอีกเรื่องก็คือเรื่องอาหาร ที่เราอยากจะเตือน ราวๆสองปีที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลกออกมาเตือนอย่างชัดเจนแล้วว่า เนื้อสัตว์แปรรูป ถูกยกให้เป็นสารก่อมะเร็งอันดับหนึ่งพอๆกับบุหรี่
พบว่ากลุ่มคนที่กินไส้กรอก หมูแฮม เบคอนอะไรต่างๆที่เป็นเนื้อสัตว์แปรรูป...กินประมาณวันละครึ่งขีด นึกภาพง่ายๆก็ประมาณเบคอนสัก 2 ชิ้นครึ่ง มีโอกาสเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์
“แล้วอีกกลุ่มเสี่ยงก็พวกกินสัตว์เนื้อแดง...ก็คือหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ แต่ไม่ใช่ไก่ ปลา กินวันละ 1 ขีดก็เสี่ยงเป็นประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์” นพ.ธีรวุฒิ ว่า
“ในสัตว์เนื้อแดงถือว่าเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มสองเอ ก็คือน่าจะเกิดมะเร็งได้ เราจะต้องระวังกันให้มาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่กินอาหารกลุ่มเสี่ยงมาก ถ้ายังไม่เตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็จะเพิ่มขึ้นเยอะ เหมือนอเมริกาที่กินอาหารเหล่านี้เป็นประจำ...จะต้องปรับวิถีชีวิตให้เปลี่ยนไปในทางที่ดี ลดความเสี่ยงเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่”
วิถีชีวิตที่เร่งรีบ เร่งด่วน ไม่ค่อยมีเวลา แทนที่จะทำข้าวต้มกับข้าว ก็ซื้อไส้กรอก หมูแฮม...ซื้อกินทุกวัน ต้องกินทุกวันนะ...แปรรูป 50 กรัม... ครึ่งขีดก็เสี่ยงมาก เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเตือนกันไว้
“มะเร็ง”...ระยะเริ่มต้นจะบอกว่าไม่มีสัญญาณเตือนก็ไม่ใช่เสียทีเดียว หากแต่มะเร็งลำไส้ใหญ่...ทวารหนัก จริงๆผลการรักษาปัจจุบันดีขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด หรือมียาใหม่ๆ ระยะ 4 แล้วก็ยังมียาภูมิคุ้มกันเม็ดเลือดเพื่อไปสู้กับมะเร็ง การรักษาดีขึ้น สามารถยืดชีวิตคนไข้ได้
...
“ยิ่งเป็นระยะต้นๆ ถ้าเราเจอไม่ต้องผ่าตัดเลย เอากล้องเข้าไปผ่าออกมาได้เลย แล้วถ้าเป็นระยะมากหน่อยก็ยังสามารถที่จะใช้แบบแผลเล็กได้ ซึ่งมีผลเท่ากับการผ่าตัดใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้ามาก”
การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้นขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรคเป็นสำคัญ ได้แก่ ระยะที่ 0 (Stage 0) ระยะก่อนมะเร็ง เซลล์มะเร็งจะอยู่บริเวณผนังลำไส้ สามารถรักษาได้โดยการส่องกล้องเพื่อเข้าไปตัดชิ้นเนื้อออก...ระยะที่ 1 (Stage I)–ระยะที่ 2 (Stage II) เซลล์มะเร็งลุกลามเข้าไปบริเวณผนังกล้ามเนื้อของลำไส้ใหญ่ แต่ยังไม่แพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง สามารถรักษาได้โดยผ่าตัดตามตำแหน่งที่พบในลำไส้ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่ตรวจพบในระยะที่ 2 จะมีการตรวจยีน (Genome Testing) เพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) ร่วมด้วยหรือไม่ เพราะการรักษาด้วยเคมีบำบัดช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้
ระยะที่ 3 (Stage III) เซลล์มะเร็งลุกลามไปยังบริเวณต่อมน้ำเหลือง ต้องมีการตรวจยีน (Genome Testing) ร่วมด้วย สามารถรักษาโดยการให้เคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) แต่จะมีการฉายรังสี (Radiotherapy) ร่วมด้วยในกรณีที่พบบริเวณลำไส้และทวารหนัก
...
ระยะที่ 4 (Stage IV) เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปทั่วทั้งต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ปอด กระเพาะอาหาร รังไข่ ต้องรักษาเริ่มต้นโดยการให้เคมีบำบัด (Chemotherapy) ร่วมกับการฉายรังสี (Radiotherapy) แล้วตามด้วยการผ่าตัดก้อนมะเร็งในตำแหน่งที่พบรวมถึงตำแหน่งที่ลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง
ในอดีตการผ่าตัดรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นการผ่าตัดแบบแผลเปิด ความยาวของแผลอยู่ที่ประมาณ 6-12 นิ้ว หรือ 15-30 เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของก้อนมะเร็ง ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า การผ่าตัดผ่านกล้องศัลยแพทย์จะทำการเจาะรูขนาดเล็ก 4-5 รู ขนาด 6-8 มิลลิเมตร
และมีแผลใหญ่สุด 1 รู ขนาดไม่เกิน 4 เซนติเมตร หลังจากนั้น จะมีการใส่เครื่องมือผ่าตัดรวมถึงกล้องขนาดเล็กที่สามารถมองเห็นอวัยวะภายในบนจอมอนิเตอร์ได้อย่างชัดเจน
จำนวนและขนาดของแผลจะขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนมะเร็ง ข้อดีคือ แผลเล็ก เสียเลือดลดลง เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว ลดการเกิดผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อที่แผล ทำให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น
...
ทั้งนี้ ผลการผ่าตัดผ่านกล้องรักษาได้ดีเทียบเท่าการผ่าตัดแบบแผลเปิด แต่ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ควรจะเข้ารับการผ่าตัดแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เป็นสำคัญ เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีและเหมาะสมกับคนไข้แต่ละบุคคล
ให้รู้ไว้อีกว่า...ที่บอกว่าไม่มีอาการเตือนเลยก็ไม่จริง บางทีเราเจอผู้ป่วยที่ยังสามารถรักษาได้ เช่น คนที่มีระบบขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลง ไม่เคยท้องผูกท้องเดินอยู่ๆก็เป็น...มีท้องผูก ท้องเสียสลับกันนะ ไม่ใช่ว่าท้องเสียกะทันหัน...เป็นเวลามากกว่า 3 อาทิตย์ขึ้นไป แล้วก็ให้สังเกตอุจจาระตัวเองถ้ามีเลือดติดมาหรือลำเล็กลงควรพบแพทย์
“อย่าคิดว่าเป็นริดสีดวง หรือว่าปวดท้องแบบเรื้อรัง...มีโลหิตจาง ท้องอืด น้ำหนักลง โดยเฉพาะผู้สูงอายุอาจจะเป็นสัญญาณเตือนที่จะต้องไปพบแพทย์ แต่สุดท้ายแล้ว...อย่างที่บอกว่าเราจะเจอตั้งแต่ไม่มีอาการนั้นดีที่สุด นั่นก็คือการไปพยายามตรวจค้นหามะเร็งระยะเริ่มต้น”
วิธีการก็มีหลายวิธี อาทิ ไปตรวจอุจจาระทุกปีเพื่อหาเลือดแฝงก็ได้ หรือจะไปตรวจด้วยการส่องกล้องทางเดินอาหาร เอกซเรย์คอมพิวเตอร์โดยการสวนแป้งแบเรียม หรือตรวจเพิ่มเติมอื่นๆที่เหมาะกับเราที่สุด
ทั้งหมดเหล่านี้ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานใช้ชีวิตปลอดภัยจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ การออกกำลังกายมาเป็นอันดับหนึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ ใครที่มีวิถีชีวิตที่เนือยนิ่งยิ่งต้องระวัง ถัดมาคือ...อาหาร เนื้อสัตว์แปรรูป...สัตว์เนื้อแดง
“คิดว่าให้เป็นโควตาก็แล้วกัน ใน 1 สัปดาห์ สัตว์เนื้อแดงควรที่จะไม่กินเกินครึ่งกิโลกรัม ส่วนไส้กรอก หมูแฮม...แปรรูป อันนี้ไม่มีใครบอกว่าควรทานแค่ไหน แต่ไม่ควรกินทุกวัน และให้กินผัก...ผลไม้สัดส่วนครึ่งหนึ่งของอาหารที่เรากินทุกมื้อ...ทุกวัน จะช่วยป้องกัน ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้”
บุหรี่ เหล้า ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ เด็กรุ่นใหม่ ถึงมีแนวโน้มมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จึงอยากสะท้อนว่าปัจจัยใกล้ตัวเช่นนี้ เป็นที่มาของความเสี่ยงเป็นโรคร้ายได้ อย่าได้ประมาทเด็ดขาด
รู้เท่าทัน “มะเร็งลำไส้ใหญ่” โดยการดูแลใส่ใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหมั่นตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่นๆ คือหนทางการป้องกันโรคได้ในระยะยาว.