“ภัย! ไปนวดต่างแดน...คิดสวรรค์ทำจริงนรก”...

สกู๊ปหน้า 1 เตือนภัยผู้ที่คิดจะไปทำงาน “นวดแผนโบราณ” ในต่างแดน เคราะห์ร้ายมีโอกาสมากที่จะหลงตกเป็นเหยื่อบรรดา “เอเย่นต์” มาดหรูดูดี พูดจาหว่านล้อมเก่งกาจเสมือนดินแดนที่จะไปนั้นเป็นแดนสวรรค์มีทองให้ขุด...หาเงินได้มากตามต้องการ

หนึ่งในแฟนผู้อ่านเห็นเข้าเลยเขียนจดหมายมาบอกเล่าประสบการณ์ตรงใหม่ๆหมาดๆที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตัวไม่นานมานี้ เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนให้ใครอีกหลายๆคนคิดให้ดีๆก่อนที่จะตัดสินใจไปทำงานนี้ในต่างแดน

ขอสะท้อนและยืนยันความจริงที่ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาจากปากเอเย่นต์ เมื่อถึงเวทีจริงในต่างแดนแล้วนั้นไม่เป็นอย่างที่คิด...บางอย่างพูดจริงแต่พูดไม่หมด ไว้ใจไม่ได้เลยจริงๆ

ขอเรียกเธอว่า “หมวย” เรื่องราวมีอยู่ว่าราวๆสิ้นปีที่ผ่านมาเธอเดือดร้อนเรื่องเงิน อยากจะหาเงินให้ได้สักก้อน มีเพื่อนชวนให้ไปทำงานนวดที่มัลดีฟส์รายได้ดีทีเดียว ใช้เวลาทำไม่นานก็มีรายได้หลักแสนแล้ว

จำนวนเงินก้อนโต ฟังแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะตัดสินใจสมัครเข้ามาทำได้ทันที แค่งานนวดแผนไทยหมวยเองก็มีประสบการณ์ได้เรียนได้ทำมาอยู่แล้ว ก็ยิ่งตัดสินใจไม่ยากเลย

เพียงแต่ว่า...งานนวดที่มัลดีฟส์นั้นเป็นนวดอโรมา ฝึกฝนเรียนรู้นิดหน่อยคงผ่านไปได้ไม่ยากนัก หมวยคิดอย่างนั้นและยิ่งรู้สึกมั่นใจอย่างมากก็เลยชวนเพื่อนที่รู้จักกันมาสมัครเพื่อที่จะเดินทางไปทำงานพร้อมกัน

เหลืออีกสองสามวันใกล้บินแล้ว ข้อติดขัดก็เกิดอย่างไม่น่าจะเกิดเมื่อเอเย่นต์บอกว่าที่มัลดีฟส์มีปัญหายังไปทำไม่ได้ แนะนำหว่านล้อมให้เราสองคนเลือกไปนวดที่ฮ่องกงก่อน เพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลา

หมวย บอกว่า ใจหนึ่งก็ไม่อยากไปหรอกค่ะ ตัดสินใจอยู่นาน พอจะปฏิเสธก็ถูกตื๊อให้ลองไปดู ได้เงินแน่นอนดีกว่ารออยู่เฉยๆซึ่งก็ไม่รู้เมื่อไหร่

...

เอาก็เอา...ไปก็ไป แล้วก็กลายเป็นเหมือนหนังคนละม้วน หมวย บอกว่าพอไปถึงฮ่องกงเอเย่นต์ทางโน้นก็เกลี้ยกล่อมเลยว่า นวดไม่ได้เงินหรอก...ได้น้อยให้ไปทำงานกระดิ่งได้เงินเยอะ

“งานกระดิ่ง” ไม่ได้นวดเป็นงานขายตัว...มีเพศสัมพันธ์กันอย่างเดียว

“เรากับเพื่อนอีกคนที่เหลืออยู่ก็คิดตัดสินใจหนัก ด้วยความที่ไม่มีเงินติดตัว กลัวไม่มีค่าเครื่องบินกลับ จากที่แลกไปคนละ 700 เหรียญหรือราวๆ 3,000 บาทเงินไทย เสียค่าแท็กซี่ไปแล้ว...แม้ว่าเอเย่นต์จะเรียกแท็กซี่มารับถึงสนามบินจริงตามที่พูดไว้ แต่เราก็ต้องออกค่าแท็กซี่กันเองทั้งนั้น”

การพูดคุยข้างต้นนี้เกิดขึ้นที่ร้านแมคโดนัลด์เหมือนกับว่าช่วงเวลานี้เป็นการตกลงพูดคุยกันก่อนระหว่าง “หมอฯ” กับ “เอเย่นต์” ฝั่งโน้นที่เป็นคนไทยเหมือนกันว่าจะทำอะไร ทำยังไง...แบบไหนบ้าง?

พอคุยเสร็จเหมือนกับว่าเลี่ยงไม่ได้ก็เลยตกลงว่าจะนวด จะทำแล้ว...เราทั้งคู่ก็โดนพาไปที่ร้านนวด ภาพที่เห็นที่ตั้งร้านนวดที่นี่มีเยอะมาก เรียกว่าซอยที่เข้ามาทั้งซอยมีแต่ร้านนวดทั้งนั้น

ร้านที่ไป...ทางขึ้นมาสู่ห้องจะเป็นบันไดแคบๆมีเหมือนกับว่ารอยขี้บุหรี่ รอยน้ำลายเลอะเทอะเต็มไปหมดน่าขยะแขยง เข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆเล็กขนาดที่ว่าสองคนอยู่ก็เต็มแล้ว พอเรานอนหัวติดกำแพงปลายขาก็ติดกับโต๊ะเครื่องแป้ง พอลุกขึ้นยืนก็สูงกว่าหัวนิดเดียว ถ้าเกิดเข้ามาสามคนจะยืนด้วยกันหมดไม่ได้ คนหนึ่งต้องยืนแล้วอีกสองคนต้องนั่งบนเตียง...ไฟในห้องจะมี 2 สี...สีชมพูกับสีขาว

“สภาพบรรยากาศดูน่ากลัวบอกไม่ถูก คิดว่าไม่ใช่จุดประสงค์เราก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนใจอยากจะกลับเมืองไทยดีกว่า โชคดีที่ยังไม่ได้ทำงาน ไม่ได้โดนยึดพาสปอร์ต เอกสารต่างๆคิดว่าพวกเราคงยังไม่ได้ถูกเอาไปขายร้าน แค่เก็บไว้ในห้องรอขายร้าน รอรับแขกเท่านั้น”

พอเปลี่ยนใจ เขาก็ไล่ออกจากห้องเลย แล้วก็ปิดห้องทันที...เอเย่นต์ก็ทิ้งเลย จะไปยังไงทางไหนก็เรื่องของเธอเลย สองคนก็ต้องจำใจลากกระเป๋ากลับ โชคดีสำคัญก็คือยังมีโทรศัพท์มือถือที่ซื้อซิมใช้อินเตอร์เน็ตได้ที่สนามบินสามารถติดต่อสื่อสารโทร.คุยทางไลน์กับเพื่อนคนไทยในเมืองไทยได้

ช่วงเวลาผ่านไปไม่นานแต่ก็รู้สึกว่านานจนเหนื่อยหัวใจ...เอเย่นต์ต่างแดนยังคงมีความพยายามโทร.ไลน์มาเกลี้ยกล่อมให้กลับไปทำงาน ลองไหม ลองดูก่อนไหม...การติดต่อที่ว่านี้เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ก่อนที่จะบินมาแล้ว เพราะเอเย่นต์ฝั่งไทยให้แอดไลน์เอเย่นต์ในต่างประเทศเอาไว้

เพื่อติดต่อสื่อสารกัน อีกอย่างพอแอดไลน์แล้ว เอเย่นต์ฝั่งไทยก็บอกว่าเอาไว้คุยกันที่โน่น สอบถามเรื่องเส้นทางจะไปอย่างไร

“เราก็ผิดเอง...ไม่รอบคอบ ถ้าคืนก่อนบินเราโทร.ไลน์ถามเอเย่นต์ไทยที่ฮ่องกงก่อน คุยลักษณะงานว่าเป็นยังไงแบบไหน ถ้ารู้อย่างนี้ตั้งแต่แรกก็คงไม่บินมาทำ เจออย่างนี้ใครมาเจอก็กลัว”

กฎกติกามารยาทที่เอเย่นต์ฝั่งไทยกำชับหนักแน่นก็คือข้อมูลไลน์ที่ได้เคยพูดคุยกันต้องลบทั้งหมดก่อนขึ้นเครื่อง เพราะกลัวว่าเวลา ตม.ฮ่องกงจับแล้วขอตรวจโทรศัพท์จะรู้ว่าไปทำงานนวดไม่ได้มาเที่ยว

หมวย คิดเอาเองว่า จริงๆแล้วมาคิดดูตอนหลัง...ที่สั่งให้ลบข้อมูลแชตในไลน์ทั้งหมด เพราะน่าจะกลัวว่าจะเป็นหลักฐานมัดตัวเอเย่นต์ฝั่งไทยเรานี่เองว่า...หลอกคนไทยไปนวดขายตัวที่ต่างประเทศ

แล้วสุดท้ายถ้ามีคดีความเกิดขึ้น จะมีการส่งรูปภาพเอเย่นต์ไปทุกสนามบินแจ้งเตือนไปทั่วจะทำมาหากินแบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้

อีกอย่างที่สั่งห้าม...เวลาไปถึงแล้วห้ามหยิบโทรศัพท์มาเล่น ห้ามคุยโทรศัพท์ เขาบอกว่าเวลาถึงสนามบินจะมีกล้องจับเพื่อจะดูพฤติกรรม คนที่ไปเที่ยวกับคนที่จะไปทำงานอารมณ์ไม่เหมือนกัน

...

สมมติว่าถ้าไม่มีโทรศัพท์ติดต่อกับเพื่อนที่เมืองไทยไม่ได้เลย ทุกอย่างก็น่าจะจบลงที่ฝั่งโน้น ขาดการติดต่อกันตั้งแต่ที่สนามบิน

เวลาฮ่องกง 18.00 น.เร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมง การติดต่อสื่อสารกับเพื่อนที่เมืองไทยยังมีอย่างต่อเนื่อง จะเอายังไงกันดี...ส่วนเพื่อนอีกคนหนึ่งก็โดนเอเย่นต์ตื๊อไม่หยุดพยายามดึงกลับไปที่ร้านให้ได้ แม้ว่าจะรู้สึกลังเลอยากจะทำ แต่เมื่อหมวยยืนยันหนักแน่นที่จะกลับประเทศไทยก็เลยบอกเพื่อนไปตรงๆว่า...ไม่ต้องรับโทรศัพท์แล้ว

ช่วงเวลาที่เคว้งคว้างโดนลอยแพออกจากร้านมา เพื่อนฝั่งไทยบอกว่าให้ไปถามใครก็ได้จะไปสนามบินยังไงเพราะเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดเลยเข้าไปถามพนักงานที่ร้านสะดวกซื้อเป็นภาษาอังกฤษ โชคดีเด็กบอกละเอียดให้เดินไปตรงนี้ๆ ขึ้นสายนี้ สีนี้ แล้วก็ต้องแลกเงิน...เอารถบัสที่ไปถึงทีเดียว แล้วก็ถูกที่สุด ราคาอยู่ที่ 40 เหรียญ

ถึงสนามบินแล้วโล่งอกไปได้เปราะหนึ่ง แต่ยังต้องรอลุ้นกันต่อไป เพื่อนฝั่งไทยจะตามตั๋วบินกลับให้ได้ไหม...น่าหนักใจที่ซื้อตั๋วไปกลับมากันแบบ 3 วัน นึกขึ้นมาได้ว่าตีตั๋วแบบที่มีการจองโรงแรมเอาไว้ เพื่อนฝั่งไทยก็เลยถามจี้หนักไปที่เอเย่นต์ฝั่งไทยว่าโรงแรมอยู่ไหน ได้คำตอบว่าอยู่ไกล...ไปไม่ถูกหรอก

คิดกันว่าน่าจะเป็นโรงแรมที่จองไว้แต่ไม่ได้จ่ายเงินจะจ่ายก็ตอนเช็กอินเข้าห้องพัก ก็เลยเจรจากันว่า...งั้นคืนนี้ก็ต้องเปลี่ยนเที่ยวบินให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็รอเลยจะแจ้งตำรวจ...

สถานการณ์เริ่มคลี่คลายได้ตั๋วกลับรอบ 10.45 น.วันรุ่งขึ้น...เท่ากับว่าต้องนั่งๆนอนๆอยู่ที่สนามบินทั้งคืน ช่วงนั้นอากาศหนาวมาก จิตตกกันทั้งคู่ไลน์คุยกับเพื่อนที่เมืองไทยแบบไม่ทิ้งระยะ มีประโยคหนึ่งคิดว่ามันสุดจริงๆ...บอกเพื่อนว่า “อยากตาย” ไม่รู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทำไมต้องเป็นแบบนี้ ชีวิตตกต่ำได้สุดๆแย่ขนาดนี้

...

“ความรู้สึกแรกที่ว่าอยากมาเพื่อต้องการมาหาเงิน แต่...สิ่งที่ได้รับมันผิดคาดจากที่คิดมากขนาดนี้”

ขอฝากไปยังภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เฝ้าจับตา กวาดล้าง “เอเย่นต์”...กระบวนการ “ค้ามนุษย์” เหล่านี้ให้หมดไป ไม่อย่างนั้นก็จะมีคนหลงเชื่อตกเป็น “เหยื่อ” ไม่จบไม่สิ้นเสียที.