สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการถูกเลิกจ้าง ซึ่งสาเหตุที่นายจ้างใช้เป็นเหตุเลิกจ้างลูกจ้างนั้น เกิดจากการที่ลูกจ้างมีหน้าที่ในการรับพัสดุ และไปรษณีย์ ที่ส่งมายังสถานที่ตั้งของบริษัทนายจ้าง และลูกจ้างมีหน้าที่ในการแจกจ่ายพัสดุหรือไปรษณีย์ไปยังพนักงานคนอื่นๆ รวมถึงนำส่งให้แก่กรรมการบริษัทหรือนายจ้างด้วย

ต่อมาลูกจ้างรายนี้ได้รับหมายแจ้งอายัดเงินเดือน รายได้อื่น และโบนัส จากเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งมีหนังสือแจ้งอายัดมายังนายจ้าง เพื่อขอให้นายจ้างหักเงินเดือนของตัวเองส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ลูกจ้างรายนี้จึงตัดสินใจเก็บหมายแจ้งอายัดเงินเดือนของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวไว้เอง ไม่นำส่งให้แก่นายจ้าง

แม้คดีนี้ ลูกจ้างรายนี้จะแก้ไขสถานการณ์ด้วยการนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบางส่วนแล้ว และแม้ว่าเจ้าหนี้จะไม่ได้ถูกบังคับคดีหรือยังไม่ได้เกิดความเสียหายจากการกระทำของลูกจ้างรายนี้ก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้ลบล้างความผิดต่อหน้าที่ ซึ่งได้กระทำต่อนายจ้างไปแล้ว ดังนั้น นายจ้างจึงใช้สิทธิ์เลิกจ้างได้ เนื่องจากเป็นกรณีลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(2) โดยนายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชย หรือบอกกล่าวล่วงหน้าแต่อย่างใด

เทียบเคียง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12354 / 2558 การที่โจทก์มีหน้าที่รับพัสดุและไปรษณีย์ที่ส่งมายังที่ทำการของจำเลยและคัดแยกส่งให้จำเลยและพนักงานของจำเลย แต่โจทก์กลับปฏิบัติผิดหน้าที่โดยเก็บหมายแจ้งอายัดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งให้แก่จำเลยก็เพื่อมิให้จำเลยหักเงินเดือนโจทก์ส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามกฎหมายซึ่งเป็นประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์เอง การกระทำของโจทก์โดยทั่วไปย่อมรู้ถึงผลเสียหายที่จะเกิดแก่นายจ้างได้ว่าการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เจ้าพนักงานตามกฎหมายย่อมมีอำนาจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งแก่นายจ้างได้ ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลย เพราะจำเลยมิได้ปฏิบัติตามหมายแจ้งอายัด แม้ในวันดังกล่าวเจ้าพนักงานบังคับคดีจะมิได้ยึดทรัพย์ของจำเลยก็เพราะโจทก์นำเงินไปชำระให้แก่เจ้าหนี้บางส่วน ก็ต้องถือว่าเกิดความเสียหายแก่จำเลยแล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119(2) และเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

...

สุดท้ายนี้ หากท่านผู้อ่านที่เป็นพนักงานบริษัท ซึ่งมีหน้าที่ในการรับเอกสาร หรือเป็นผู้รับเอกสารแทน เมื่อได้รับเอกสารแล้วควรจะนำไปส่งให้แก่นายจ้างทันที เช่น เอกสารทางคดี ไม่ว่าจะเป็นหมายนัด หมายเรียก หมายคำสั่งเรียกพยานเอกสาร หมายเรียกพยานบุคคล เพราะหากท่านเอาเก็บไว้เอง ไม่ว่าจะทำเพื่อช่วยตัวเองหรือช่วยเพื่อนร่วมงาน ก็อาจจะเกิดความเสียหายกับนายจ้าง จนนำไปสู่การบอกเลิกสัญญาจ้าง ทำให้ท่านหมดสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย ดังตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ได้นำเสนอในวันนี้ครับ

สำหรับท่านที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ หรือ Facebook: ทนายเจมส์ LK