ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ...สารพัดมาตรการต่างๆ เพื่อปลดล็อกใบเหลืองประมงไทยที่น่าภาคภูมิใจจะกลับกลายทำให้อาชีพประมงไทยสาละวันเตี้ยลง รอวันล่มสลายไปได้ดังเช่นสถานการณ์ทุกวันนี้
ไต้ก๋งเรือ ผู้มากประสบการณ์หนึ่งในกลุ่มประมงจังหวัดปัตตานีอยากจะเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ทีมข่าว “สกู๊ปหน้า 1” ฟังว่า ผมเองเมื่อก่อนไปตรวจเรือเขาให้ผมเป็นเรือตัวอย่างเลยนะ เพราะเราทำถูกต้องมาตั้งแต่ต้นเลย แต่ยิ่งตัวอย่างนักก็ยิ่งเจ็บนัก...เพราะจะต้องปฏิบัติ คำสั่งออกวันนี้พรุ่งนี้ผมต้องทำ คำสั่งออกชั่วโมงนี้อีกชั่วโมงผมต้องไปทำให้สมบูรณ์ ไม่งั้นเราจะออกหาปลาไม่ได้เพราะเป็นเรือขนาดใหญ่
มาตรการต่างๆที่ออกมาเป็นกฎหมายที่ไม่เคยได้ยิน ยกตัวอย่างว่า... มาตรา 39 บุคคลใดจะขอใบอนุญาตทำการประมงจะต้องไม่ขาดคุณสมบัติ หมายความว่าหนึ่งเรือไม่เคยโดนคดี ไม่โดนล็อกเรือ ไม่พ้นระยะเวลา 5 ปี
เมื่อเทียบเหตุการณ์กันกับบนฝั่ง สมมติว่า คุณมีเรือประมง 10 ลำ ถ้าทำผิด 1 ลำ อีก 9 ลำจะขอใบประมงพาณิชย์ไม่ได้ แล้วถ้าเทียบกับนาย ก. มีรถสิบล้อ 10 คัน มีคันหนึ่งคันใดไปชนคนตาย ทำไมอีก 9 คันยังวิ่งทำงานได้เป็นปกติ แล้วขอการต่อทะเบียนได้ทุกปี
...
“กฎหมายประมงออกมาอย่างนี้ ต้องการฆ่าชาวประมง หรือ...ให้ความเป็นธรรมกับชาวประมงมีบ้างไหม นี่คือสิ่งที่เห็นต่าง สิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวประมง”
อีกตัวอย่าง...การฝ่าไฟแดงของรถ สมมติว่ามอเตอร์ไซค์ฝ่าปรับ 300 บาท รถกระบะฝ่าปรับ 300 บาท รถสิบล้อฝ่าก็ปรับ 300 บาท... รถสิบแปดล้อก็ปรับ 300 บาท...เท่าๆกัน แต่เรือประมง 10 ตันกรอสทำผิดปรับหมื่นบาท พอ 30 ตันกรอส ปรับแสน...พอ 60 ตันกรอส ปรับ 5 แสน... ปรับไปตามขั้นบันได
คนฟังอาจฟังแล้วอาจจะคิดว่าก็สมควรแล้ว เพราะเรือขนาดยิ่งใหญ่ขึ้นก็ยิ่งจับสัตว์น้ำได้มากขึ้น หากกระทำผิดก็ควรปรับ
มากขึ้นเยอะตามลำดับ?
“ในเมื่อศักยภาพของเรือใหญ่มีความสามารถที่จะไปจับสัตว์น้ำได้มาก ทำไมรัฐไม่ปล่อยให้เขาไปหาปลานอกน่านน้ำ ทำไมจึงขังเขาไว้ในกรอบ...พอมาขังไว้แล้ว ถามว่าเรือ 30 ตัน...60 ตัน...100 ตัน... 150 ตัน หากินจับปลาอยู่ในพื้นที่เดียวกันจะเอาสัตว์น้ำที่ไหน...มาจากไหน”
ในทางปฏิบัติเป็นเช่นนี้ เรือเล็ก เรือใหญ่จับได้เหมือนๆกัน ปริมาณก็ต่างกันไม่เยอะ ก็ได้เงินเหมือนๆกัน...ดีไม่ดีเรือ 150 ตันกรอสจะหาปลาได้น้อยกว่าเรือ 60 ตันกรอสด้วยซ้ำไป
ในทางกลับกัน...เวลาโดนคดี ไม่เกิน 150 ตันกรอส สมมติว่าปรับ 6 แสนบาทในบางมาตรา แต่นับจากเรือขนาด 150 ตันกรอสขึ้นไป ปรับสูงมากตั้งแต่ 6-25 ล้านบาท...20-30 ล้านบาทเลยทีเดียว
ไฉน? ความผิดปรับลงโทษจึงเป็นขั้นบันไดแตกต่างกันอย่างนี้
พวกเรือใหญ่ๆยิ่งใหญ่มากๆก็ยิ่งพร้อมที่จะตาย ล้มหายตายจาก...
กลัวด้วยกฎหมาย นิดเดียวก็ตายถ้าพลาด
จังหวัดปัตตานี ถ้ารวม “เรือประมง” ทุกขนาดที่มีใบประมงพาณิชย์จะอยู่ที่ 1,050 ลำ สถานการณ์ที่ออกเรือหาปลาได้ คาดว่ามีไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว...ที่ออกไปได้ไม่ใช่ว่าแค่เรือที่ถูกต้อง ที่จอดก็ถูกต้องเหมือนกันแต่ส่วนใหญ่จอดเพราะไม่มีทุนจะไปต่อ ถึงวันนี้น่าจะไม่ถึงแล้ว
คำว่า “หมดทุน” คือหมดทุกอย่าง บ้าน รถ กู้หนี้ยืมสินกันสู้ไปจนไม่รู้จะกู้ที่ไหนแล้วเหลือก็แต่หนี้สินรุงรัง ตั้งแต่ปี 2558 มันรุมเร้ามาเรื่อยๆ
ต่างคนก็ต่างสู้ไปไม่เคยถอย สุดท้ายเมื่อเต็มที่กันสุดๆแล้วก็ถึงเวลาหยุด
ใครต้อง “จอด” ออกเรือไม่ได้แล้วก็แสดงว่า “หมดตัว”
เรือที่จอดมีผลกระทบมากน้อยอย่างไร ไต้ก๋งเรือลำหนึ่งขนาด 160 ตันกรอสเป็นเรือแม่ 1 ลำ และมีเรือสนับสนุน 3 ลำ คุยให้ฟังว่า จอด 1 เดือน คนงานจะไม่ครบเหลือประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ จะต้องจ่ายค่าแรง ค่าเรือสนับสนุน ค่าอาหาร ฯลฯ รวมๆทั้งหมดแล้วต้องจ่ายไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท ต้องจ่ายโดยไม่มีรายได้เลยแม้แต่บาทเดียว
สู้ทนทำไป มีโอกาสก็ออกทะเลหมดทุกอย่างแล้ว ถ้าได้มา สิ่งที่เสียคือค่าแรงงาน ก็เอาจากรายได้จากสัตว์น้ำที่จับมาแบ่งไป ส่วนที่สองค่าแรง ค่าอื่นๆก็จ่ายได้ไม่ต้องเป็นหนี้เสมอตัว...ถ้าจะมีกำไร สี่หมื่น...ห้าหมื่น...หรือแสนบาทก็ยังพอได้ แต่ก็อาจจะไปขาดทุนอีกครั้งในช่วงที่ต้องซ่อมแซมบำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์
“บางทีในช่วงหนึ่งเดือนก็ต้องซ่อม หรือออกเรือกลับมาอาทิตย์เดียวก็เกิดความเสียหายขึ้นได้แล้ว ก็ต้องจ่ายค่าซ่อมอีก”
ความพิเศษของปัตตานีเป็นพื้นที่พิเศษกว่าที่อื่นหรือเปล่าไม่รู้ แม้ว่าเรือจะจอดแล้วแต่ก็มีความเสี่ยงถูกเข้ามาขโมยชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ บนเรือเอาไปขาย รายหนึ่งเป็นเจ้าของเรือ 1 ลำ ตัดสินใจจอดก็ยังต้องจ้างคนมาเฝ้าวันละ 300 บาท และ...เสียค่าใช้จ่ายนอกเหนือจาก VMS รายเดือนอยู่ที่หลักพันกว่าบาทมากน้อยแล้วแต่บริษัท แล้วแต่รุ่น แล้วแต่การเลือกจ่ายรายเดือน...รายปีตามโปรโมชัน
...
“วันนี้คนตกงานไม่มีงานทำเยอะมากไม่เหมือนวันวานที่ชาวประมง เรือประมงเฟื่องฟู ทุกคนอยู่ดีกินดี เงินหมุนไปๆมีรายได้ใช้จ่ายเข้ามาไม่ขาดมือ แต่เมื่อถึงยุคฝืดธุรกิจทุกอย่างที่เกี่ยวข้องก็ทยอยเลิก ปิดกิจการ เงินไม่หมุนอีกแล้ว อาชญากรรมสารพัดเรื่องก็ผุดขึ้นมาเต็มพื้นที่ ทั้งโจร ทั้งยาเสพติดก็เพิ่มขึ้นมาเป็นเงาตามตัว”
อาจจะกล่าวได้ว่าก่อนที่จะมาถึงจุดจอด...เถ้าแก่เจ้าของเรือต้องผ่านจุดจบกันก่อน เรียกว่าไม่มีทุนเหลืออีกแล้ว เทหมดหน้าตัก หมดทุนแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง กู้หนี้สินทั้งนอกและในระบบมาหมดแล้ว เรือก็ขายไม่ได้ เป็นทรัพย์สินเอาไปกู้กับสถาบันการเงินไม่ได้เลย ไม่มีใครรับ ไม่เหมือนรถ เข้าไฟแนนซ์ไม่ได้
“เครื่องยนต์ ตัวเรือ ไม่มีใครรับซื้อ...ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เกียร์เรือขนาดใหญ่ราคาเป็นล้าน เรือจอดถอดทิ้งก็ขายเป็นเศษเหล็กได้อย่างเดียว ที่สำคัญสถาบันการเงินไม่รับรองการให้เครดิตกับชาวประมงและเรือประมงทุกประเภท คนในแวดวงธุรกิจประมงเหมือนคนตัวเปล่าเปลือย คุยกับสถาบันการเงินไม่รู้เรื่อง”
ถ้าชาวประมงแท้ๆไม่ทำอย่างอื่น มีอาชีพเดียวเท่านั้น
ถ้ายังมีเรืออยู่ ถ้าได้ออกทะเลจับหาปลามาได้ก็ยังพออยู่ได้ แต่มีเรืออยู่แล้วไม่ออก หนี้สินที่มีก็ไม่มีปัญญาที่จะใช้หนี้ก็เพิ่มอีก...ไม่มีเงินเข้า มีแต่เงินออก ฉะนั้นได้ทู่ซี้ออกเรือไปจับปลาย่อมดีกว่าอยู่เฉยๆ
อีกสิ่งที่ทำให้ชาวประมงไทยต้องจุกอก คือบังคับจำกัดวันทำการออกเรือจับปลาได้แค่ 240 วัน...นับรวมเวลาเรือวิ่งเข้าวิ่งออก พักเรือเจอมรสุม ปัญหาอุปสรรคไปด้วยแล้ว แต่บังคับให้ต้องจ่ายเงินลูกจ้างแรงงานทั้งปี
...
“เราอยากทำงานได้ทั้งปี เพราะในหนึ่งปีเรือทุกลำก็ต้องมีการจอดซ่อมบำรุงอยู่แล้ว 2 เดือน เลี่ยงไม่ได้ ถัดมา...ช่วงระหว่าง 300 วัน ที่เหลือก็ต้องเสียเวลาวิ่งเข้าวิ่งออกอยู่แล้ว การที่นับวันทำการประมง 7 วัน แต่ความเป็นจริงในทางปฏิบัติที่จับปลา ทำประมงได้จริงๆนั้น อาจจะแค่ 1-2 วันเท่านั้นเอง หรืออาจจะทำได้ทุกวันซึ่งก็ขึ้นอยู่กับธรรมชาติที่ไม่แน่นอน ชายหาดทะเลอาจจะสวย คลื่นลมสงบ แต่ออกในกลางทะเลคลื่นแรงน้ำเชี่ยวสวนทิศกัน”
ทางออกที่หวังกัน ถ้าพวกเราสื่อให้ผู้ใหญ่ รัฐบาลได้รับรู้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎกติกาต่างๆให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวประมงไทยจริงๆ ให้เดินยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ปัญหาหนักหนาสาหัสจะค่อยๆคลี่คลาย
สภาพเป็นจริงเป็นเช่นนี้ ใครจะยื่นมือเข้ามาช่วย...รัฐบาล ผู้มีอำนาจจะคลี่คลายปัญหาเรือประมงไทยได้อย่างไร ใคร่ครวญ...เหตุปัจจัยปัญหาให้มั่นเหมาะ เห็นใจคนไทยด้วยกันเอง เดินสายกลาง...ย่อมดีกว่าเอาแต่ใช้กฎกติกา ระเบียบกฎหมาย...เสมอเหมือนบีบผลักให้ “คนดีๆ” ต้องไปเป็น “โจร” กันหมด.