“...ภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งภาค เป็นที่รู้กันว่าเป็นภาคที่แห้งแล้ง ขณะนั้นข้าพเจ้าได้แหงนดูท้องฟ้าและเห็นว่ามีเมฆจำนวนมาก แต่เมฆเหล่านั้นถูกลมพัดผ่านไป
วิธีแก้ไขจึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้เมฆเหล่านั้นตกลงมาเป็นฝนในท้องถิ่นนั้น ความคิดนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการทำฝนเทียม...”
นี่คือเรื่องราวในพระราชบันทึก “THE RAINMAKING STORY” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพิมพ์โดยคอมพิวเตอร์ด้วยพระองค์เอง พระราชทานมาเพื่อให้ความกระจ่างชัดถึงที่มาและจุดเริ่มต้นของโครงการฝนหลวง
จากพระราชดำริเริ่มแรกที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2498 ครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่แห้งแล้งทุรกันดาร 15 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ระหว่างวันที่ 2-20 พฤศจิกายนปีนั้น ทรงอุทิศทั้งกำลังพระวรกาย พระสติปัญญาและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทุ่มเท ค้นคว้าทดลองอีกถึง 14 ปี ผลงานประดิษฐ์คิดค้นอันยอดเยี่ยมเป็นเลิศ จึงสัมฤทธิผลเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาโลก เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2515 กลางผืนป่าแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
เมื่อทรงบัญชาการทำฝนหวังผล สาธิตแก่นักวิทยาศาสตร์ชาวสิงคโปร์ด้วยพระองค์เอง
“ทรงยืนตรงบันได ทอดพระเนตรที่ท้องฟ้าเหนืออ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน ทอดพระเนตรเครื่องบินตลอดเวลา ที่ผมเห็นจะมีเครื่องบิน 3 ลำ บินมาโปรยสารฝนหลวง บินวนอยู่ 2-3 เที่ยว...
ประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นฝนก็ตกลงมา ตกหนักและนานมากด้วย
ทันทีที่ฝนตกลงมา ก็มีเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีจากชาวบ้านที่มาเฝ้ารอดูอยู่ ทั้งคนไทยและคนกะเหรี่ยงหลายร้อยคน ได้ยินเสียงไชโยและเสียงตะโกนทรงพระเจริญดังกึกก้องไปหมด บางคนถึงกับกราบที่พื้น หลายคนน้ำตาไหลผมเองก็น้ำตาไหล”
สมาน ลายนาคขด วัย 80 เศษ อดีตหัวหน้างานบริหารโครงการส่งน้ำเพชรบุรี หนึ่งในคนที่มีโอกาสได้อยู่ในเหตุการณ์วันประวัติศาสตร์นี้ และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ย้อนรำลึกความหลังที่ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำให้ฟัง
หลังจากเหตุการณ์ในปี 2515 ประเทศต่างๆที่ประสบปัญหาความแห้งแล้งเช่นเดียวกัน พากันมาขอความร่วมมือช่วยเหลือ ทั้งประเทศในทวีปเอเชีย ในและนอกกลุ่มอาเซียน รวม 15 ประเทศ ขอให้ส่งผู้เชี่ยวชาญไทยเดินทางไปถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศของตน และส่งนักวิทยาศาสตร์มาขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
ทุกวันนี้...การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก (Climate Change) ทั้งที่เกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ ทำให้ปริมาณและความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้นจนเกิดภาวะโลกร้อน ที่กำลังเป็นปัญหาวิกฤติของมนุษยชาติทั่วโลก...
ขณะที่พื้นที่หนึ่งมีระดับน้ำทะเลสูงขึ้นท่วมพื้นที่ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งอุทกภัย วาตภัยรุนแรงขึ้น หลายพื้นที่ในอีกซีกโลกหนึ่งจะเกิดความแห้งแล้งรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าภาวะโลกร้อนจะทำให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจโลกสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ (250 ล้านล้านบาท) หรือราว 1 ใน 5 มูลค่าเศรษฐกิจโลก
ที่สำคัญ...มีความเป็นไปได้ว่าภายในปี 2568 ประชากรโลกราว 2 ใน 3 หรือ 4,000 ล้านคน จะเผชิญกับปัญหาความขาดแคลนน้ำขั้นวิกฤติ
“ตำราฝนหลวงพระราชทาน (Royal Rainmaking Technology)” ซึ่งได้รับการยกย่องจากทั่วโลก ด้วยสิทธิบัตรและรางวัลมากมายที่มีการทูลเกล้าฯถวายจากนานาชาติ ทำให้หลายประเทศในโลกที่ต้องเผชิญกับความแห้งแล้งติดต่อขอพระราชทานรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีฝนหลวง และรับกรรมวิธีฝนหลวงไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติการในประเทศของตน รวม 8 ประเทศ คือ... อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา บังกลาเทศ แทนซาเนีย โอมาน จอร์แดน และล่าสุดคือ มองโกเลีย
ยกตัวอย่าง อินโดนีเซีย...เป็นประเทศแรก ที่นำเทคโนโลยีฝนหลวงพระราชทานไปใช้ในปฏิบัติการทำฝนอย่างจริงจัง เมื่อปี 2519
และมีการก่อตั้งหน่วยงานที่เรียกว่าศูนย์เทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศขึ้นรับผิดชอบการปฏิบัติการทำฝนในประเทศ หลังจากฝึกฝนรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีฝนหลวงพระราชทานหลายครั้ง และทดลองปฏิบัติการในประเทศของตนได้ผลสำเร็จมาจนถึงปัจจุบัน
มาเลเซีย...ขอรับพระราชทานเทคโนโลยีฝนหลวงเมื่อปี 2520 เมื่อเกิดความแห้งแล้งรุนแรงขึ้นในแถบมาดา แหล่งปลูกข้าวสำคัญของประเทศเกิดความเสียหายถึง 20 ล้านริงกิต คณะผู้เชี่ยวชาญฝนหลวงไทยได้เดินทางไปปฏิบัติการทำฝนตามคำขอของมาเลเซีย จนถึงปัจจุบัน
กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียยังคงรับผิดชอบปฏิบัติการทำฝนอยู่ และมีการติดต่อขอข้อมูลและความช่วยเหลือด้านวิชาการจากไทยเสมอๆ
ในปี 2526 ฟิลิปปินส์ ประสบภาวะภัยแล้งต่อเนื่องยาวนานกว่า 6 เดือน ปริมาณน้ำทั้งในเขื่อนผลิตไฟฟ้าและแม่น้ำสายหลักน้อยลงถึงขั้นวิกฤติ ข้าวและอุตสาหกรรมน้ำตาลที่เป็นรายได้หลักของประเทศกระทบหนัก
ฟิลิปปินส์ได้เชิญคณะผู้เชี่ยวชาญฝนหลวงของไทยไปให้คำแนะนำและปฏิบัติการทําฝนให้แก่พื้นที่ปลูกไร่อ้อยสำคัญของประเทศ
ศรีลังกา...ได้ส่งรัฐมนตรีชลประทานมาดูงานการทำฝนหลวงในประเทศไทย เมื่อปี 2519 และเชิญผู้เชี่ยวชาญฝนหลวงของไทยไปสาธิตปฏิบัติการทำฝนให้แก่เขื่อน Castlereagh และ Mousekelle ซึ่งเป็นเขื่อนหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าถึงร้อยละ 90 ของไฟฟ้าทั้งหมด ที่กำลังประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงยาวนาน จนปริมาณน้ำในเขื่อนลดต่ำลงมาก จนไม่เพียงพอที่จะผลิตไฟฟ้าได้ในปี 2523 ปฏิบัติการในช่วงเวลาเพียงสองวัน สามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักจาก 35.89 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่ำกว่าระดับเก็บกักต่ำสุด เพิ่มเป็น 58.96 ล้านลูกบาศก์เมตร
...
ช่วยคลี่คลายวิกฤตการณ์ได้สำเร็จ...และยังได้ขอให้ผู้เชี่ยวชาญของไทยเดินทางไปปฏิบัติการทำฝนหลวงให้อีกหลายครั้ง ในเวลาต่อมาจนถึงปี 2560 ศรีลังกามีหนังสือแจ้งว่า ประสบปัญหาภัยแล้งส่งผลกระทบต่อพื้นที่ปลูกข้าวและการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำ กระทรวงพลังงานและพลังงานหมุนเวียนของศรีลังกาประสงค์จะขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีฝนหลวง เพื่อดำเนินการทำฝนในประเทศศรีลังกาอย่างจริงจังต่อไป
รัฐสุลต่านโอมาน เป็นประเทศแรกในตะวันออกกลางที่แสดงความสนใจเทคโนโลยีฝนหลวงของไทย จากการที่สุลต่านแห่งโอมาน ทรงทราบถึงพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับฝนหลวงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ประกอบกับโอมานได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญสหรัฐอเมริกา ให้ขอรับความร่วมมือจากประเทศไทยส่งนักวิทยาศาสตร์ไปศึกษาเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้เทคโนโลยีฝนหลวงในการปฏิบัติการให้เกิดฝนเพื่อการเกษตรและเพิ่มปริมาณน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญที่สุดที่หล่อเลี้ยงประชากรของโอมาน คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 65 ของน้ำทั้งประเทศ
พระมหากรุณาธิคุณที่มิได้จำกัดอยู่เฉพาะคนไทยเท่านั้น หากแต่แผ่ไพศาลไปยังผู้คนที่ประสบความเดือดร้อนไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด พระเกียรติคุณจึงได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญไปทั่วโลก และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งมวลตลอดมา
วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี จึงเป็นวัน “พระบิดาแห่งฝนหลวง” เพื่อรำลึกถึงพระปรีชาสามารถ และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อคนไทยและชาวโลกเสมอมา.