ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวเปิดการประชุมนานาชาติ “นวัตกรรมสำหรับสังคมผู้สูงอายุ” ว่า ประชากรผู้สูงอายุในไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับผู้สูงอายุทั้งด้านสุขภาพ การเงิน ที่อยู่อาศัย รวมถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ

ด้านนายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการและรองประธานกรรมการสถาบันคีนันแห่งเอเชีย กล่าวว่า สถาบันคีนันแห่งเอเชียได้ศึกษาประเด็นสังคมวัยชรามา 3 ปีเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาพร้อมทั้งสร้างความตระหนักให้กับสังคมในการรับมือ ข้อค้นพบที่น่าห่วงคือ แรงงานรายได้ต่ำจะมีประสิทธิภาพถดถอยเมื่อเข้าสู่วัยชรา และจะเริ่มตั้งแต่วัย 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในสังคมชนบทจะถดถอยมากกว่าในเมือง ซึ่งนอกจากความน่าเป็นห่วงด้านสุขภาพแล้วยังมีเรื่องของสภาพทางการเงินที่ไม่สามารถรองรับการดูแลตนเองได้ตลอดชีวิต ขณะนี้แม้ว่ารัฐบาล รวมทั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กำลังดำเนินการ แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะสังคมวัยชราใหญ่มาก อีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะใหญ่กว่าวัยแรงงานซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไม่น้อย ดังนั้น ต้องอาศัยภาคประชาสังคมและภาคเอกชนเข้ามาช่วย โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพและการเงิน ขณะนี้สถาบันคีนันแห่งเอเชียได้หารือความร่วมมือกับ พม.และ สสส.ที่จะเป็นแกนกลางขับเคลื่อนจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการ โดยดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมในการสร้างความรู้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่ต้น กระตุ้นให้ชุมชนแข็งแรงและดูแลจัดการตนเองให้ได้

ขณะที่ นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรผู้สูงอายุเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย ขณะที่การเตรียมตัวรองรับสังคมผู้สูงอายุของภาครัฐและเอกชนมีน้อยมาก ขณะนี้ผู้สูงอายุมีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่ดูแลตนเองได้ ที่เหลืออยู่ในภาวะยากลำบากเนื่องจากไม่มีเงินออม มิหนำซ้ำ 1 ใน 3 ยังเป็นหนี้ เรียกว่าอยู่ในภาวะแก่ก่อนรวย อีกทั้งยังพบผู้สูงอายุจำนวนมากอยู่คนเดียว มีภาวะซึมเศร้า เหงาจนเป็นโรคเรื้อรัง การเตรียมตัวป้องกันเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งการเปลี่ยนวิถีชีวิต ออกกำลังกาย และมีวินัยในการออม.