ข่าว
100 year

ร้อง ปปง. สอบ บริษัทไหทองคำ นายห้างกับเมีย! และลำไย ฟอกเงิน

ไทยรัฐฉบับพิมพ์1 พ.ย. 2561 05:32 น.
SHARE

“อัจฉริยะ” บุกยื่นหนังสือ ร้องเรียน ปปง. ตรวจสอบ 2 ผัวเมียเจ้าของบริษัทไหทองคำ เรคคอร์ดฯ รวมทั้งนักร้องชื่อดัง “ลำไย ไหทองคำ” ฟอกเงิน-เลี่ยงภาษี แฉแหลกรายได้ปี 60 ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท แต่แทบไม่มีทรัพย์ในชื่อของตัวเอง รวมทั้งไม่เสียภาษีด้วย ก้นเริ่มร้อนส่ง “สมรักษ์ คำสิงห์” อดีตนักมวยเหรียญทองโอลิมปิกโทร.มาเจรจา ขอเงินจาก “อาม ชุติมา” 2 ล้านบาทค่าเลิกสัญญา แต่ถูกปฏิเสธทันควัน ด้าน ปปง.หลังรับหนังสือส่งข้อมูลกลับไปให้อธิบดีกรมสรรพากรตรวจสอบ ถ้าพบความผิดจะส่งข้อมูลกลับมาให้ ปปง.ยึด-อายัดทรัพย์อีกครั้ง

กรณีนายประจักษ์ เนาวรัตน์ เจ้าของบริษัทไหทองคำ เรคคอร์ด จำกัด แต่ชื่อที่คนในวงการเรียกกันติดปากว่า นายประจักษ์ชัย มีความขัดแย้งกับนักร้องสาวในสังกัด “อาม ชุติมา” หรือ น.ส.ชุติมา โสดาภักดิ์ และเป็นผู้แต่งเพลง “ผู้สาวขาเลาะ”ให้ “ลำไย ไหทองคำ” เป็นผูู้้ร้องจนโด่งดังไปทั่วประเทศ จนมีการแจ้งความดำเนินคดีทุกครั้งที่อาม ชุติมา ไปรับงานแสดงคอนเสิร์ตตามสถานที่ต่างๆ นายประจักษ์อ้างว่า มีสัญญากับนักร้องสาวอยู่ในมือ ท่ามกลางกระแสสังคมที่ให้ความสงสารนักร้องสาว ที่เหมือนถูกหลอกให้เซ็นสัญญาทาส จนมีการแจ้งความดำเนินคดีกันไปมาหลายคดีตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าจากสำนักงานป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 31 ต.ค. นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอให้ ปปง.ตรวจสอบนายประจักษ์ เนาวรัตน์ นางโยษิตา เนาวรัตน์ สองสามีภรรยาเจ้าของบริษัท ไหทองคำ เรคคอร์ด จำกัด และนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง น.ส.สุพรรณษา เวชกามา หรือลำไย ไหทองคำ มีพฤติการณ์ร่วมกันฟอกเงิน พร้อมเอกสารประกอบด้วย 1.หนังสือที่ยื่นต่ออธิบดีกรมสรรพากรลงวันที่ 30 ต.ค. 2.ประมวลกฎหมายรัษฎากร ม.37 ตรี และ ม.37 ทวิ 3.เอกสารแสดงคอนเสิร์ตของ “ลำไย ไหทองคำ” ปี 59-60 และ 4.หนังสือจดทะเบียนบริษัท ไหทองคำ เรคคอร์ด จำกัด โดยมี ร.ต.อ.ไพรัตน์ เทศพานิช เลขานุการกรม สนง.ปปง. เป็นผู้รับมอบหนังสือ

นายอัจฉริยะเผยว่า เมื่อคืนวันที่ 30 ต.ค. นายประจักษ์ ให้คนกลาง (สมรักษ์ คำสิงห์ นักมวยชื่อดัง) โทร.มาหาตนว่า ขอเรียกค่าใช้จ่ายจาก น.ส.ชุติมา โสดาภักดิ์ หรืออาม ชุติมา เป็นเงิน 2 ล้านบาท เพื่อเป็นค่ายกเลิกสัญญา ตนตอบกลับไปว่า เราไม่มีวัตถุประสงค์จะจ่ายเงินนายห้าง และน้องอามก็ไม่มีเงินที่จะจ่าย อีกทั้งที่ผ่านมาถูกเอาเปรียบอยู่แล้ว ช่วงบ่ายวันนี้นายประจักษ์จะให้คนกลางอีกคนมาคุยอีกครั้ง ในสัญญาไม่ระบุค่าเสียหาย มีเพียงทำผิดละเมิดสัญญาถึงจะสามารถไปฟ้องทางแพ่งในวงเงิน 2 ล้านบาทได้ ตนคุยกับน้องอามถึงข้อเรียกร้องดังกล่าวแล้ว น้องบอกว่าจะเอาที่ไหนจ่าย

นายอัจฉริยะเผยต่อไปว่า ที่มาวันนี้เพราะตามกฎหมาย หากยื่นกับอธิบดีกรมสรรพากรไปแล้ว จะต้องมายื่นที่ ปปง.ด้วย เพราะเป็นความผิดฐานฟอกเงินที่มีวงเงินภาษีเกิน 10 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 3 คนเฉพาะในปี 2560 มีรายได้มากกว่า 50 ล้านบาท วันนี้จึงต้องมายื่นหนังสือถึง ปปง.ให้ตรวจสอบข้อหาร่วมกันฟอกเงิน หลังจากนี้จะดำเนินคดีอีก ตอนนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเรื่องยักยอกและฉ้อโกงรายได้ของน้องอาม

“ตามกฎหมายภาษีอากรของกรมสรรพากรที่แก้ไขใหม่ กำหนดให้ความผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษี ฉ้อโกงภาษี ขอคืนภาษีเป็นเท็จ เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน จึงมายื่นหนังสือต่อ ปปง.ตรวจสอบความผิดฐานฟอกเงินกับนายประจักษ์และพวก เพราะมีรายได้รวมมากกว่า 100 ล้านบาทระหว่างปี 59-60 บริษัทไหทองคำฯ ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพิ่งมาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 30 ม.ค.61 มีชื่อภรรยาของนายประจักษ์เป็นเจ้าของบริษัทแต่เพียงผู้เดียว นอกจากนี้พบว่าบุคคลทั้ง 3 มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีและไม่เคยเสียภาษี กฎหมายสรรพากรระบุว่า บุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่สำคัญตนเชื่อว่า มีเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรช่วยเหลืออยู่ จึงร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรให้ตรวจสอบไปแล้ว นอกจากนี้ นายประจักษ์ไม่มีทรัพย์สินทั้งบ้าน รถยนต์ ที่ดิน บัญชีธนาคาร แต่มีรายได้มากกว่า 50 ล้านบาท ส่วน ภรรยามีที่ดิน 1 แปลง มีรถยนต์ที่ติดไฟแนนซ์อยู่ และหุ้นบริษัทไหทองคำ 9,998 หุ้น” นายอัจฉริยะกล่าว

นายอัจฉริยะเผยด้วยว่า น้องอามไม่เจรจากับทนายความ คนเดียวที่จะเจรจาด้วยคือ นายประจักษ์ เพื่อจะได้ยุติ น้องอามแค่ต้องการยกเลิกสัญญาและเป็นอิสระไม่เคยเรียกร้องเงิน ส่วนตนมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายกับคนที่ทำผิดกฎหมาย ตอนนี้ยังคงยืนยันว่า ฝ่ายเราพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการเจรจา แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่พร้อมต้องบังคับใช้กฎหมาย ทั้งนี้ในสัญญาที่เราเสนอไปมี 6 ข้อ ข้อแรกคือ ถ้าตกลงกันได้จะให้ฝ่ายนายประจักษ์ถือลิขสิทธิ์เพลง 9 ปี หลังจากนั้นให้เป็นลิขสิทธิ์ของน้องอาม รวมถึงไม่มีสิทธิ์ที่จะมาแสวงหาผลประโยชน์จากน้องอามแล้วไม่ว่ากรณีใดๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายอัจฉริยะมายื่นหนังสือให้เจ้าหน้าที่ ปปง.ตรวจสอบนายประจักษ์ เจ้าหน้าที่ ปปง.จะดำเนินการส่งเรื่องให้กรมสรรพากรสืบสวนและตรวจสอบตามข้อเรียกร้องที่นายอัจฉริยะยื่นมา หากผู้ถูกกล่าวหามีพฤติกรรมเข้าข่าย 4 ความผิดมูลฐานของกรมสรรพากรคือ 1.เป็นผู้กระทำความผิดตามมาตรา 37 มาตรา 37 ทวิ และมาตรา 90/4 แห่งประมวลรัษฎากร 2.หลีกเลี่ยงภาษีอากร ฉ้อโกงภาษีอากรตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป หรือขอคืนภาษีอากรโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นทำนองเดียวกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป 3.กระทำลักษณะกระบวนการหรือเป็นเครือข่ายสร้างธุรกรรมอันเป็นเท็จ หรือปกปิดรายได้เพื่อหลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษี และ 4.มีพฤติกรรมปกปิดหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อมิให้ติดตามทรัพย์สินนั้นได้

เบื้องต้นกรณีที่นายอัจฉริยะยื่นให้ตรวจสอบนายประจักษ์ นายอัจฉริยะชี้แจงว่า นายประจักษ์เข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษีเกิน 10 ล้านบาท หลังจากนี้กรมสรรพากรจะต้องสืบสวนและตรวจสอบ หากพบการกระทำความผิดตาม 4 ความผิดมูลฐานของกรม สรรพากร อธิบดีกรมสรรพากรจะสรุปเรื่องส่งให้ ปปง. ดำเนินการยึดและอายัดตามขั้นตอนกฎหมายฟอกเงินต่อไป

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประจักษ์ เนาวรัตน์ไหทองคำฟอกเงินอาม ชุติมาข่าวหน้า1

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้