ข่าว ตำรวจ ตม.ร่วมกับ สน.ลุมพินี จับกุม 2 แก๊งล้วงกระเป๋าชาวเวียดนาม พร้อมตรวจยึดเสื้อผ้าที่ใช้ก่อเหตุล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน ได้ทรัพย์สินรวมแล้ว 1 แสนบาท จับกุมได้ชั้น 1 ห้างเทอร์มินอล 21
ก่อนหน้าผู้ต้องหาได้ล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน ที่ชั้น 1 ห้างเทอร์มินอล วันนั้นได้เงินสด 2,300 ยูโร และสิ่งของมีค่ารวม 1 แสนบาท คนร้ายหลบหนีไป หลังผู้เสียหายรู้ตัวถูกล้วงกระเป๋าได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สน.ลุมพินี มีรายงานข้อมูลไปที่ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช. สตม. ที่เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการของ ศปอส.ตร. ได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าติดตามแกะรอยกลุ่มแก๊งต่างด้าวล้วงกระเป๋า
พบผู้ต้องหา 2 คน ย้อนกลับมาก่อเหตุนักท่องเที่ยวซ้ำที่ห้างเทอร์มินอลที่เดิม
ตำรวจรวบตัวได้ทั้งสองคน
แม้จะเป็นข่าวเล็กๆที่ไม่มีคนสนใจ แต่เป็นความเสียหายกับการท่องเที่ยวไทย ตำรวจ ศปอส.ตร. ได้ขยายผลพบว่า หนังสือเดินทางของผู้ต้องหาทั้ง 2 คน มีการเปลี่ยนชื่อใหม่ แล้วมีการขอวีซ่าเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เชื่อว่าน่าจะเป็นกลุ่มแก๊งคนร้ายที่เคยก่อคดีมาแล้ว
เพราะคนร้ายส่วนใหญ่ที่เคยถูกจับกุมดำเนินคดี จะเปลี่ยนชื่อนามสกุล และหมายเลขหนังสือเดินทาง เพื่อกลับเข้ามาก่อเหตุได้อีกทำให้ยากต่อการตรวจสอบ เนื่องจากประวัติเดิมชื่อนามสกุลได้ถูกเปลี่ยนแปลงไป
ที่ผ่านมา พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ให้ความสนใจในพฤติกรรมของแก๊งล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวของกลุ่มคนต่างด้าว จับกุมขยายผลเครือข่ายแก๊งชาวกัมพูชา เวียดนาม และพบว่ามีคดีเกิดขึ้นมาก ได้เห็นความสำคัญของ “ระบบไบโอเมทริกซ์” ที่จะนำมาใช้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันคนร้ายได้มากขึ้น
แก๊งคนต่างด้าวที่เข้ามาก่อคดีทำความเสื่อมเสียภาพพจน์ของประเทศไทย แก๊งล้วงกระเป๋าส่วนใหญ่เป็น ชาวกัมพูชา ฟิลิปปินส์ มองโกเลีย เวียดนาม ทำงานเป็นทีม มีกระจายอยู่ทั่วไป มักเลือกก่อเหตุล้วงกระเป๋าตามแหล่งท่องเที่ยวห้างสรรพสินค้า และตามสถานีรถไฟฟ้า ที่มีคนพลุกพล่าน
เป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย
นักท่องเที่ยวไม่ค่อยแจ้งความ
ชาวต่างชาติไม่สามารถสื่อสารขอความช่วยเหลือ พอมีเหตุเกิดขึ้นต้องกลับประเทศ แต่มีผลต่อ “เบี้ยประกันภัยทรัพย์สิน” ที่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทยต้องจ่ายเงินประกันสูงกว่าประเทศอื่น ลำพังกำลังตำรวจเฝ้าระวังแก๊งล้วงกระเป๋าทำได้ยาก ต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยสกัดกั้น ทำให้พ้นจากประเทศสุ่มเสี่ยง
ที่ส่งผลเสียต่อภาพพจน์ท่องเที่ยวไทย.
“เพลิงพยัคฆ์”
pluengpayak@thairath.co.th