สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการขับรถชนแล้วหนี โดยที่เกิดเหตุมีรถมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวชนกับรถเก๋ง จึงทำให้ร่างผู้ประสบเหตุนอนหมดสติอยู่กลางถนน ต่อมามีรถเก๋งอีกคันขับผ่านมา จึงคร่อมร่างผู้ประสบเหตุไป ทำให้ร่างผู้ประสบเหตุติดใต้ท้องรถคันดังกล่าวไปด้วย ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่า คนขับลากร่างผู้ประสบเหตุไปไกลประมาณ 5 กิโลเมตร โดยอ้างว่า ไม่ทราบว่ามีร่างของผู้ประสบเหตุติดอยู่ใต้ท้องรถ ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน

จากอุทาหรณ์ครั้งนี้ มีสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายในเรื่องของการชนแล้วหนี แม้จะเป็นฝ่ายถูกชน หรือไม่ได้เป็นฝ่ายผิดหรือไม่ได้ประมาทก็ตาม แต่เมื่อประสบอุบัติเหตุแล้วไม่จอดรถให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ จะมีความผิดหรือไม่ อย่างไร

ส่วนใหญ่การขับรถหนีหลังจากที่ประสบอุบัติเหตุ มีด้วยกันหลายสาเหตุ เช่น คนขับดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จึงไม่กล้าจะหยุดรถให้การช่วยเหลือ หรือมีสิ่งผิดกฎหมายอยู่ในรถ หรือบางครั้งอาจจะเกิดจากความกลัวจนขาดสติ ทั้งๆ ที่ ตัวเองไม่ได้เป็นฝ่ายผิด เป็นต้น เมื่อขับรถชนแล้ว ไม่จอดให้ความช่วยเหลือจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก แม้ว่าจะไม่ได้เป็นฝ่ายประมาทก็ตาม ซึ่งโทษที่จะได้รับในกรณีที่ขับรถชนแล้วหนีนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพความบาดเจ็บของผู้ประสบเหตุ อีกทั้ง กฎหมายยังให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ที่ขับชนแล้วหนีเป็นฝ่ายผิด และอาจจะถูกยึดรถไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดด้วย

...

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 78 กำหนดไว้ว่า “ผู้ใดขับรถหรือขี่หรือควบคุมสัตว์ในทาง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุดรถ หรือสัตว์ และให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที กับต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของตนและหมายเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย

ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หลบหนีไปหรือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เกิดเหตุ ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำความผิดและให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดรถคันที่ผู้ขับขี่หลบหนีหรือไม่แสดงตนว่าเป็นผู้ขับขี่ จนกว่าคดีถึงที่สุดหรือได้ตัวผู้ขับขี่ ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในหกเดือนนับแต่วันเกิดเหตุ ให้ถือว่ารถนั้นเป็นทรัพย์สิน ซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือเกี่ยวกับการกระทำความผิด และให้ตกเป็นของรัฐ”

ในกรณีผู้ขับขี่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินไม่ได้หยุดรถให้ความช่วยเหลือ หรือแสดงตนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จะมีความผิด ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 160 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือตาย ผู้ไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

จากหลักกฎหมายข้างต้น จะเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้น มุ่งหมายให้ผู้ที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ประสบเหตุจนถึงแก่ชีวิต ส่วนใครจะเป็นฝ่ายผิด และจะต้องรับผิดชอบมากน้อยเพียงใด ตลอดจนจะต้องรับโทษหรือไม่ อย่างไรนั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากท่านชนแล้วหนี กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าท่านเป็นฝ่ายผิด และมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกทันทีครับ ดังนั้น เมื่อประสบอุบัติเหตุควรหยุดรถให้ความช่วยเหลือ และแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ทันทีครับ

สำหรับท่านที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ หรือ Facebook: ทนายเจมส์ LK