"เหตุผลที่แม่กลองน้ำไม่ท่วม เพราะพื้นที่เล็ก ระยะติดแม่น้ำประมาณ 20 กม. แต่มีคลองเกือบ 400 คลอง มีแพรก ลำราง ลำประโดง หลายพันสาย เสมือนเครือข่ายใยแมงมุมเชื่อมโยงกัน กรุงเทพฯเมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้" สุรจิต ชิรเวทย์ อธิบาย

เสน่ห์เมืองแม่กลองใช่เพียงแค่ปลาทูอร่อยลิ้น หิ่งห้อยพราวแสงแต่งราตรี หากยังเป็นถิ่นเกิดกายของจิตรกรเอก ช่วง มูลพินิจ ครูเพลงบุคคลสำคัญของโลกครูเอื้อ สุนทรสนาน นักร้องลูกทุ่งเสียงหวานทูล ทองใจ และศรคีรี ศรีประจวบ แม้นักร้องทั้งสองจะจากแฟนเพลงไป แต่ความหวานในสร้อยเสียง ยังกังวานอยู่มิสร่างซา

...เจื้อยแจ้วแว่วเสียงสำเนียงขับร้อง ดังเพลงมนต์รักแม่กลอง ล่องลอยพลิ้วหวานซ่านมา...

คนแม่กลองหล่อหลอมมาจากบรรยากาศบ้านสวน ความรื่นรมย์ของแมกไม้ สายธาร ดล ดาลใจให้กลายเป็นอัครศิลปินที่เปี่ยมความสามารถ เปรื่องปราชญ์ในความรู้ ประสบการณ์ ที่สั่งสมสืบต่อกันมาเนิ่นนาน

ด้วยเสน่หาของแม่กลอง ทำให้กลายเป็นเมืองน่าอยู่อันดับต้นๆของประเทศ

กลางสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกเสื่อมโทรม ผลกระทบเกิดขึ้นทั้งแห้งแล้ง แผ่นดินไหว และกระอักอานกันในปี พ.ศ. 2553 นี้ คือน้ำท่วม ทำให้ จังหวัดต่างๆทั่วประเทศผวาอุทกภัยไปตามๆกัน

แต่คนแม่กลองกลับท้าทายว่า "อยากให้น้ำท่วม"

คนแม่กลองวิถีคนกับน้ำ

คนแม่กลอง "อยากให้น้ำท่วมเพราะว่าบรรพบุรุษของเรารู้จัก การป้องกัน เมื่อปลูกบ้านก็ยกใต้ถุนสูง คูคลองร่องสวนขุดลอกทุกปี เพื่อเตรียมพื้นที่รับน้ำ ใกล้น้ำหลากประมาณเดือนหกเดือนเจ็ด เราก็เตรียมขนข้าวของขึ้นไว้ที่สูง" ปรีชาบอก

ปรีชา เจี๊ยบหยู ประธานชุมชนบ้านลมทวน เมืองแม่กลองอธิบายถึงประโยชน์ของน้ำท่วมว่า สำหรับคนแม่กลองแล้ว น้ำไม่ได้ทำลายข้าวของ แต่น้ำช่วยฆ่าปลวก ฆ่าไรดิน ชาวบ้านรู้ว่าน้ำต้องท่วมทุกปีอยู่แล้ว จึงเตรียมรับมือและใช้ประโยชน์

คนแม่กลองมีวิถีชีวิตผูกพันกับแม่น้ำลำคลอง แต่เดิมสร้างบ้านอยู่อาศัยริมน้ำริมคลองเพื่ออาศัยน้ำอุปโภคบริโภค และการคมนาคม เพราะฉะนั้น จึงผูกพันกับสายน้ำตลอดทั้งปี เริ่มจากปีใหม่

ช่วงหน้าหนาว ตั้ง แต่เดือนอ้ายชาวบ้านเรียกว่าน้ำเช้า หมายถึงน้ำจะขึ้นเต็มแม่น้ำเวลา เช้า ชาวบ้านยังออกหาหอย ปู ปลาไม่ได้ ต้องรอให้น้ำลงก่อน เวลาประมาณ 16.00-22.00 น. น้ำถึงจะขอดแห้งลง "เราจะเอาอวน สวิงมาช้อนกุ้ง ดันกุ้ง งมกุ้งกัน เป็นช่วงสัตว์น้ำชุมมาก เรือผีหลอกก็จะออกหาปลาประมาณ 4 ทุ่มยันตีสอง" ปรีชาบอก

หน้าฝนช่วงนี้ชาวบ้านเรียกว่าน้ำกลางวัน กลางวันน้ำแห้งสนิท แล้วค่อยๆขึ้นตั้งแต่เวลา 16.00 น. ไปจนถึง 22.00 น. "ช่วงนี้เราใช้น้ำฝนกัน การหากินช่วงนี้ ชาวบ้านมีความสุขมาก เราหากุ้ง ปลา วางเบ็ดราวตามแม่น้ำ พอเลี้ยงตัว บ้านริมน้ำจะทำโป๊ะไว้หน้าบ้าน กับข้าวไม่ต้องซื้อกิน กุ้ง หอย ปู ปลา เพียบพร้อม เราไม่ค่อยได้ซื้อขายกัน แจกจ่ายกันไป"

ฤดูฝนโปรยเม็ดใส กิจกรรมอย่างหนึ่งของชาวแม่กลองคือพายเรือเก็บฟืน เพราะท่อนไม้น้อยใหญ่ จะลอยมาตามน้ำเหนือ ชาวบ้านพายเรือออกมาเก็บไว้ทำฟืนโดยไม่ต้องไปตัดไม้ และช่วงนี้เองปลาม้าชุกชุมมาก ชาวบ้านจะออกมาปักเบ็ดปลาม้า จับปลากันสนุกสนาน

ครั้นถึงหน้าร้อน ประมาณเดือนมีนาคม ชาวบ้านเรียกว่าน้ำกลางวัน ในคลองน้ำแห้งตอนกลางวัน เมื่อน้ำแห้งขอดตลอดคลอง กุ้งฝอยตัวเล็กๆ ที่ขึ้นมากับน้ำก็จะตกค้างอยู่ รวมทั้งหอย ปู ปลา กระดิกดิ้นให้ชาวบ้านหาจับกันได้ถ้วนหน้า

เหล่านี้คือวิถีชีวิตชาวแม่กลอง ที่อยู่กับน้ำ

...

คนบริหารน้ำ

น้ำกำหนดอาชีพ


การบริหารจัดการน้ำของคนแม่กลองทำอย่างไร สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม อธิบายว่า ชาวแม่กลองสร้างบ้านแปงเมืองโดยใช้ภูมิปัญญา และเพื่ออยู่กับธรรมชาติ เพราะต้องสู้ศึกถึงสองด้านคือ ด้านหนึ่งสู้น้ำทะเลหนุน อีกด้านหนึ่งสู้กับน้ำเหนือไหลบ่า ศึกสองด้านนี้ชาวบ้านยกร่องดินรองรับ

"เมืองปากแม่น้ำอย่างเรา ต้องสู้กับน้ำเหนือและน้ำทะเล การสร้างบ้านแปงเมืองจึงต้องหาที่อาศัยน้ำไว้ล่วงหน้า เราลงตัวกับการทำดินยกร่อง ทุกสวนมีลำประโดงล้อม ด้านข้างทั้ง 3 ด้าน เราจัดรูปดินเป็นสี่เหลี่ยม มีถนนขวางเป็นตอนๆแล้วแต่พืชที่ปลูกคืออะไร เมื่อน้ำเข้าท้องร่องก็เอาตะกอนเข้าไปใส่ไว้ เมื่อแห้งขอดก็มีสารอาหารเหลืออยู่ ส่วนคูคลองก็รองรับน้ำทะเลขึ้นลงได้" สุรจิตบอก

...

การปลูกพืชสวน ชาวแม่กลองปลูกให้ เหมาะสมกับน้ำ ถ้าอยู่ใกล้แม่น้ำมาก มีน้ำกร่อยเยอะก็ปลูกมะพร้าว สวนที่ไกลน้ำ พวกที่น้ำขึ้นถึงน้อยก็ปลูกส้มโอ ลิ้นจี่ แต่ละพืชพันธุ์สอดคล้องกับน้ำที่ท่วมถึง

"เรามีภูมินิเวศน์ที่ดี เป็นที่ชุ่มน้ำแบบเมืองปากแม่น้ำ เราทำกินยกร่องสวน ทุกสวนมีลำประโดงล้อม และมีคลองน้ำสาขา ซึ่งคือแก้มลิงนั่นเอง จากแม่น้ำไปสู่คลอง คลองไปสู่ลำประโดง ซอยเข้าทุกสวน เพราะเราสร้างบ้านแปงเมืองสอดคล้องกับภูมินิเวศน์ จากภูมินิเวศน์ ก่อเกิดภูมิวัฒนธรรม"

รวมความว่า เพราะชาวแม่กลองประกอบอาชีพสอดคล้องกับลีลาธรรมชาติ จึงทำให้อยู่เย็นเป็นสุข

เมืองน่าอยู่

แม่กลองในอนาคต


ภาวะปัจจุบันสุรจิตบอกว่า คนแม่กลองกำลังทำที่อาศัยของน้ำหายไป โดยการสร้างถนน ถมลำราง ลำประโดง และสร้างสะพานเสมอถนน เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไปเรียนวิศวะมาจากเมืองนอก แล้วไม่ศึกษาและทำความเข้าใจพื้นฐานภูมิศาสตร์ของไทย ที่ระดับน้ำขึ้นลงสูงกว่าต่างประเทศมาก

และการพยายามสร้างเขื่อนแนวกั้นน้ำ ทำให้เหมือนเกาะกลางน้ำนั้น     แท้จริงแล้ว ก็ไม่ชนะธรรมชาติ เพราะน้ำจะไปท่วมชายทะเลหนักขึ้น ดังนั้น ทางออกแม่กลองที่ถูกต้องคือ จะต้องรักษาลำราง ลำประโดงเอาไว้

...

ปรีชามองเห็นคล้อยตามกันว่า คนแม่กลองแบ่งพื้นที่รับน้ำได้เป็น 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่งถูกถมหายไปแล้ว เพื่อใช้สร้างบ้านชนิดตั้งอยู่กับดิน ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวไม่ใช่ใต้ถุนสูงเหมือนบรรพบุรุษเก่าก่อน

ส่วนที่สอง หายไปเพราะถูกละทิ้ง เนื่องจาก ไม่ทำน้ำตาล ไม่ปลูกสวนเหมือนเก่าก่อน แต่ ไปรับราชการ ไปรับ จ้างในโรงงาน ปล่อยสวนให้รกร้าง เกิดตะกอนดินตกค้างอยู่ในคูคลอง ไม่มีการขุดลอก นานเข้า ก็แทบมองไม่เห็นคูคลองร่องสวน

"ที่อยู่ได้ดีในปัจจุบัน เพราะเรากำลังกินบุญเก่าอยู่ เป็นราก ฐานดั้งเดิมที่พ่อแม่เราวางไว้" ปรีชาบอก

คู คลอง และร่องสวนเมืองแม่กลอง ปรีชาบอกว่า ปัจจุบันชาวบ้านปล่อยทิ้งให้รกร้างมาก เพราะวิถีชีวิตชาวบ้านเปลี่ยนไป หนุ่มสาวสมัยก่อนเช้าขึ้นมาก็เข้าสวน แต่ปัจจุบันหันหน้าเข้าโรงงาน หรือไม่ก็ทำงานราชการ งานบริษัทต่างๆ ทำให้สภาพสวนที่เต็มไปด้วยพืชพันธุ์ นิ่งรออยู่ อย่างเปลี่ยวเหงา

พื้นที่รับน้ำที่เหลืออีก 1 ส่วน "ผมว่าอีกไม่เกิน 10 ปี ความน่าอยู่จะหมดไปแน่ๆ ถ้าเรายังไม่ดูแลร่องน้ำที่เหลืออยู่"   ปรีชาบอก

เมืองแม่กลองจะเป็นเมืองน่าอยู่ยืนยาวเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับการตื่นตัวหันมาดูแลตัวเอง   ถ้าปล่อยไว้อย่างที่เห็นและเป็นอยู่   อาจกลายเป็น  "สนิมกร่อนแต่ เนื้อในตน"

สัจภูมิ ละออ  รายงาน