ห่วงอุดมฯทำธุรกิจขัดเจตนารมณ์กฎหมาย เผยต้องขอใบอนุญาตฯ

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่อาคารสภาสถาปนิก ผู้แทน 4 สภาวิชาชีพ ได้แก่ สภาสถาปนิก สภาวิศวกร สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ และสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกันแถลงข่าวเรื่อง “พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา มาตรา 48 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม ประชาชนอย่างไร” โดย นายทัศไนย ไชยแขวง อุปนายกสภาทนายความฯ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ.ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ยังมีมาตรา 48 ซึ่งระบุว่า “สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ในการให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพ และให้คำปรึกษาทางวิชาการและวิชาชีพแก่สังคมภายนอกสถาบันอุดมศึกษา ...” ซึ่งการกำหนดดังกล่าว ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 75 วรรค 2 ที่ระบุว่า “รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน...”

“การให้บริการทางวิชาชีพ เป็นสิ่งที่ขัดกับเจตนารมณ์ของร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้สถาบันอุดมศึกษาประกอบธุรกิจ ขณะที่การให้บริการทางวิชาชีพ ก็อาจเป็นช่องทางในการรับงานโดยไม่มีการแข่งขันที่เป็นธรรมตามกระบวน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อหลักธรรรมาภิบาลของสถาบันอุดมศึกษาที่ระบุไว้ในมาตรา 8 และหากสถาบันอุดมศึกษาต้องการให้บริการวิชาชีพจริง ก็ต้องขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากสภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เพราะจะดำเนินการให้บริการทางวิชาชีพ โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ก็จะขาดการควบคุมจากสภาวิชาชีพ โดยเฉพาะวิชาชีพด้านวิศวกรและสถาปนิก หากเกิดปัญหา จะเกิดความสูญเสียทางงบประมาณ อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนด้วย” นายทัศไนย กล่าวและว่า 4 สภาวิชาชีพขอให้รัฐบาลตัดคำว่า วิชาชีพออกจากมาตรา 48 หรือในกรณีที่ต้องการให้สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ให้บริการวิชาชีพจริง ก็ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมายของสภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง มิเช่นนั้นจะสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ

...

นายทัศไนยกล่าวด้วยว่า 11 สภาวิชาชีพ ขอขอบคุณ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ที่เข้าใจความกังวลของสภาวิชาชีพ และให้ข่าวว่าจะตัดมาตรา 64, 65, 66 และอยากให้ตัดมาตรา 48 ด้วย อย่างไรก็ตาม 11 สภาวิชาชีพ ก็ยังต้องติดตามผลการพิจารณาจากรัฐบาลว่า จะตัดทุกมาตราจริงตามที่เราเสนอหรือไม่ รวมทั้งขั้นตอนการพิจารณากฎหมายของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย.