ข่าว
100 year

วิจัยการเปลี่ยนแปลงประชากรศาสตร์ผ่านซากกระดูก

ไทยรัฐฉบับพิมพ์4 ก.ย. 2561 08:01 น.
SHARE

Credit : Mariana Salzberger, the Israel Antiquities Authority

ในปี พ.ศ.2538 ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ และสำนักงานโบราณวัตถุแห่งอิสราเอล ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ได้เริ่มสำรวจถ้ำเปคี’อิน (Peqi’in) ถ้ำหินย้อยตามธรรมชาติที่มีความยาว 17 เมตร กว้าง 5–8 เมตร อยู่ทางภาคเหนือของอิสราเอล เป็นถ้ำเก่าแก่ในยุคทองแดง (Chalcolithic Period) ของดินแดนลิแวนต์ที่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคตะวันออกกลาง ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ทีมวิจัยได้ขุดพบหลุมศพนับสิบแห่งในถ้ำแห่งนี้ พร้อมกับชี้ว่า ด้วยสภาพอากาศหนาวเย็นภายในถ้ำและหินปูนที่เกาะอยู่บนกระดูกทำให้สามารถเก็บรักษาดีเอ็นเอไว้เป็นอย่างดี ต่อมาก็ได้นำกระดูก 22 ชิ้นไปวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมด หรือจีโนม (genome) ซึ่งนับว่าเป็นการศึกษาพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) โบราณครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในอิสราเอล และเป็นครั้งแรกที่แสดงให้เห็นถึงต้นกำเนิดวัฒนธรรมยุคทองแดงในดินแดนลิแวนต์เมื่อ 6,000-7,000 ปีที่แล้ว โดยผลการวิเคราะห์ดีเอ็นเอพบว่ามนุษย์ที่ถูกฝังในถ้ำแห่งนี้มีบรรพบุรุษเป็นมนุษย์ที่อยู่ทางตอนเหนือ

นอกจากนี้ ยังเผยว่ามนุษย์ในถ้ำเปคี’อิน มีการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์อย่างกะทันหันเมื่อ 6,000 ปีก่อน โดยพบว่าเคยเกิดคลื่นอพยพจากดินแดนอนาโตเลียหรือเอเชียน้อย และเทือกเขาซากรอสซึ่งปัจจุบันคือตุรกีและอิหร่าน ไปยังดินแดนลิแวนต์ จากนั้นผู้อพยพเหล่านี้ก็พัฒนาวัฒนธรรมยุคทองแดงขึ้นในพื้นที่กาลิลีตอนบน (Upper Galilee) ของอิสราเอลเมื่อราว 6,500 ปีที่ผ่านมา และยังชี้ให้เห็นว่าความรุ่งเรืองหรือเสื่อมลงของวัฒนธรรมยุคทองแดง อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากรศาสตร์ในภูมิภาคนี้นั่นเอง.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ซากกระดูกถ้ำเปคี’อินอิสราเอลมนุษย์ถ้ำทันโลกการศึกษา

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้