เกือบครึ่งของพื้นที่ปลูกข้าวทั่วโลก ยังคงสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะภัยแล้งจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นกว่าปกติของปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อน

ขณะที่การเพาะปลูกข้าวโดยทั่วไป จะได้ข้าว 1 กก. ต้องใช้น้ำมากถึง 2,500 ลิตร

บรรดานักวิทยาศาสตร์ใช้เวลานานหลายสิบปีเพื่อวิจัยหาวิธีทำยังไงถึงจะทำให้ข้าวทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สามารถยืนต้นได้ในอุณหภูมิสูงขึ้น โดยใช้น้ำน้อยลง

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ ค้นพบว่า การลดความหนาแน่นของปากใบ จะช่วยให้ต้นข้าวเก็บน้ำเอาไว้ได้มากกว่าเดิม และรอดชีวิตในสภาพอุณหภูมิสูงและแล้งได้เป็นอย่างดี

การศึกษานี้ดำเนินการด้วยความร่วมมือกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) นำโดย ศาสตราจารย์จูลี่ เกรย์ ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาโมเลกุลพืช (Plant Molecular Biology)

การลดความหนาแน่นของปากใบจะควบคุมการดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับการสังเคราะห์แสงให้น้อยลง พร้อมกับลดการปลดปล่อยไอน้ำผ่านการคายน้ำ

พูดง่ายๆ เมื่อปากใบน้อยลง การคายน้ำน้อยลง การดูดน้ำจากดินมาใช้จะน้อยตามลงไปด้วย...ในทางกลับกัน ถ้าปากใบมาก การคายน้ำมาก ต้นข้าวต้องดูดน้ำมาใช้มากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของต้น

ขณะที่ประหยัดน้ำได้ดีขึ้น ต้นข้าวก็จำต้องรักษาความชื้นและอุณหภูมิของตัวเองให้เย็นเพื่อต่อสู้กับอากาศที่ร้อน จึงมีแนวโน้มที่อากาศรอบข้างจะเย็นกว่าบริเวณที่ไม่ปลูกข้าวชนิดนี้

การวิจัยสายพันธุ์ข้าวที่มีความหนาแน่นของปากใบต่ำจะใช้น้ำเพียง 60% ของปริมาณน้ำที่ใช้ปกติ ที่สำคัญอยู่รอดในสภาพแล้งและอุณหภูมิสูง 40°C ได้ยาวนานกว่าสายพันธุ์ปกติ

แนวคิดนี้ไม่เพียงจะทำให้เกิดข้าวพันธุ์ใหม่เท่านั้น อาจกลายเป็นการปฏิวัติวงการพืชของโลกในอนาคต เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกยุคนี้.

สะ–เล–เต