สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้เรามาพูดคุยในเรื่องของปัญหาเรื่องราวของความรัก ซึ่งเป็นปัญหาที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน และบางครั้งความรักก็เกิดขึ้นแบบไร้เหตุผล เมื่อครั้งรักกันทุกอย่างก็ดูหอมหวานไปหมด แต่เมื่อเลิกรากัน มักจะเปลี่ยนสถานะจากคู่รักเป็นคู่แค้นกันทันที 

เมื่อชายหญิงรักกัน แต่งงานกัน และจดทะเบียนสมรสกัน ก็มีกฎหมายคุ้มครองชัดเจน ในเรื่องทรัพย์สินและหนี้สิน ทั้งสองฝ่ายต้องรับผิดชอบหนี้สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อขึ้น และได้นำเงินมาใช้ในครอบครัวหรือกิจการร่วมกัน หากนำเงินไปใช้ในเรื่องส่วนตัว ฝ่ายที่ไม่ได้ก่อหนี้ขึ้นก็ไม่ต้องรับผิดชอบ ส่วนถ้าเป็นทรัพย์สินก็ต้องแบ่งกันฝ่ายละครึ่ง 

ปัจจุบันยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป การอยู่กินกันฉันสามีภรรยาก่อนแต่งงาน หรืออยู่กินกันแบบไม่จดทะเบียนสมรส เป็นเรื่องปรกติที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ปัญหามักจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเลิกรากัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้สินและทรัพย์สิน กรณีนี้หากเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ยังพอมีช่องทางที่จะฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินที่มีชื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 แต่ในส่วนของหนี้สินนั้น ฝ่ายที่ก่อภาระหนี้ขึ้นหลังจากอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยา โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส อาจจะต้องรับผิดชอบแต่เพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากเจ้าหนี้จะฟ้องบังคับให้ชำระหนี้จากผู้ที่มีนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเท่านั้น ไม่อาจจะฟ้องฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายที่อยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสด้วย 

...

ดังนั้น ทางแก้ในเรื่องนี้หากจะต้องกู้หนี้ยืมสินมาใช้ในครอบครัวหรือกิจการในขณะที่มิได้จดทะเบียนสมรสกัน ควรที่จะให้คู่รักของคุณเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้สินด้วย เรียกว่าถ้าเลิกกันไปแล้วให้เอาหนี้สินไปด้วย อย่าไปแต่ตัว 

อีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจครับ เป็นกรณีที่ชายรักชายหรือหญิงรักหญิงอยู่กินด้วยกันแบบเปิดเผย ซึ่งก็ยังไม่มีกฎหมายรองรับเช่นกัน กรณีนี้ ถ้ามีทรัพย์สินเกิดขึ้นในระหว่างที่อยู่กินร่วมกัน ยังพอมีช่องทางที่จะฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินที่มีชื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่ง โดยถือว่าทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 แต่ในส่วนของหนี้สิน ฝ่ายที่ก่อหนี้ขึ้นก็อาจจะต้องรับผิดชอบแต่เพียงฝ่ายเดียวตามที่อธิบายข้างต้น 

มีกรณีตัวอย่างคำพิพากษาฎีกา ซึ่งเคยตัดสินวางเป็นบรรทัดฐานไว้ ในกรณีที่หญิงรักหญิงอยู่กินร่วมกันแบบชู้สาวอย่างเปิดเผย สามารถที่จะฟ้องเรียกทรัพย์สินที่เกิดขึ้น หรือทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างที่อยู่กินด้วยกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1357 แต่ในส่วนของชายรักชายนั้น ส่วนตัวยังไม่เคยเจอคำพิพากษาฎีกาตัวอย่างนะครับ แต่อาจจะเทียบเคียงได้โดยอาศัยหลักกฎหมาย ตามคำพิพากษาฎีกาตัวอย่าง 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3725/2532 

แม้โจทก์จะเป็นหญิงแต่ก็มีนิสัยและทำตัวอย่างผู้ชาย คนทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์เป็นชาย โจทก์มีความรักใคร่จำเลยฉันชู้สาวจึงพาจำเลยมาอยู่กับโจทก์ในฐานะเป็นแม่บ้านของโจทก์เป็นเวลาเกือบ 20 ปี โดยโจทก์จำเลยได้ร่วมกันทำมาหากินแสวงหาทรัพย์สินซึ่งไม่ว่าจะเป็นด้วยแรงหรือเงินของฝ่ายใดก็ตาม ถือว่าทรัพย์ที่ได้มานั้นเป็นทรัพย์ที่ทั้งโจทก์จำเลยมีเจตนาที่จะเป็นเจ้าของร่วมกัน โจทก์และจำเลยจึงมีส่วนในทรัพย์ที่พิพาททั้งหมดคนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 

สุดท้ายนี้ ขอฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ สำหรับคู่รักทุกคู่ไม่ว่าจะจดทะเบียนสมรสหรือไม่ หรือจะเป็นกรณีที่รักร่วมเพศก็ตาม ควรจะตกลงร่วมกันทั้งในเรื่องทรัพย์สินและหนี้สินในอนาคต หากคุณยินยอมเป็นหนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว หรือให้อีกฝ่ายมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินแต่เพียงฝ่ายเดียว ในอนาคตคุณอาจจะต้องมีโอกาสได้ขึ้นศาลก็ได้ การเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เริ่มต้นตอนที่ยังรักกันใหม่ๆ จะสามารถตกลงได้ง่ายกว่าช่วงเวลาอื่น และจะทำให้ปัญหาเรื่องหนี้สินและทรัพย์สินในอนาคตบรรเทาเบาบางลงได้ครับ 

สำหรับใครที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ

Facebook: ทนายเจมส์ LK