สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่องครับ แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผู้มีเงินได้จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวของทุกท่าน จึงอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ที่มีผู้นำปัญหาข้อกฎหมายมาปรึกษาผมและทีมงานเกี่ยวกับภาษีเงินได้ในเพจทนายเจมส์ LK ครับ
เป็นที่ทราบกันดีว่า หน้าที่ของคนไทยประการหนึ่ง คือ ผู้ที่มีเงินได้ระหว่างปีที่ผ่านมาจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภายใน 31 มีนาคมของทุกปี
แต่ก็มีบุคคลบางคนที่อาศัยช่องว่างของกฎหมาย หลีกเลี่ยงภาษี ด้วยการนำบุคคลมาแอบอ้างรับเงินรายได้จากบริษัท เพื่อนำไปหักค่าใช้จ่ายของบริษัท และแสวงหาผลประโยชน์ ด้วยการขอภาษีคืน โดยหลังจากนำรายได้ของบุคคลที่ถูกแอบอ้างดังกล่าว ไปบันทึกรายการทางบัญชีหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท พร้อมกับหักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่งกรมสรรพากรตามกฎหมาย บริษัทจะได้ประโยชน์จากการที่นำบุคคลดังกล่าวไปหักเป็นค่าใช้จ่ายยังไม่พอ เมื่อถึงเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คนร้ายยังยื่นขอภาษีคืนอันเป็นเท็จ เพื่อขอเงินภาษีคืนอีกต่างหาก
ผมจึงอยากนำเรื่องจริงที่มีแฟนเพจมาขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายมาเล่าสู่กันฟังครับเพื่อเป็นอุทาหรณ์ และจะได้หาวิธีป้องกันหรือหาทางออกเมื่อประสบปัญหานี้แล้ว
หลายท่านคงสงสัยแล้วว่า เมื่อบุคคลยื่นขอภาษีคืนจากกรมสรรพากร กรมสรรพากรก็จะสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อให้แก่บุคคล ซึ่งเป็นผู้ขอภาษีคืน หรือโอนเงินเข้าบัญชีของผู้ที่ขอภาษีคืนเท่านั้น บุคคลอื่นจะรับเงินแทนไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ผมได้สอบถามผู้เสียหายมานั้น ปรากฏว่ามีการใช้ชื่อของผู้เสียหายไปรับเงินจากบริษัท หลังจากนั้นมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยที่ผู้เสียหายไม่รู้ตัวมาก่อน
...
เมื่อถึงเวลาที่จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คนร้ายก็จะไปยื่นขอภาษีคืน โดยจะหลอกขอเลขที่บัญชีของผู้เสียหายไป เพื่อให้กรมสรรพากรโอนเงินภาษีคืนเข้ามาในบัญชีธนาคารดังกล่าว หลังจากนั้นก็จะขอให้ผู้เสียหายโอนเงินที่กรมสรรพากรคืนภาษีมา เข้าไปยังบัญชีธนาคารของตัวเอง หรือของตัวแทน โดยจะอ้างเหตุผลต่างๆ นานา รวมถึงให้ผู้เสียหายหักเงินบางส่วนไว้เป็นค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ตายใจ แล้วโอนเงินให้แก่คนร้าย โดยง่ายดาย
กรณีที่ผู้เสียหายนำมาขอความช่วยเหลือจากผมและทีมงานนั้น ปรากฏว่าถูกหลอกอยู่ถึงสี่ปี ยอดเงินที่คนร้ายแอบไปขอคืนนั้น ปีละ 9,000-10,000 บาท สี่ปีรวมเป็นเงินเกือบ 40,000 บาท แต่ที่หนักใจ คือ กรมสรรพากรมีเบี้ยปรับอีก 30,000 บาท รวมทั้งสิ้นเกือบ 70,000 บาทที่ผู้เสียหายจะต้องจ่ายคืนให้แก่กรมสรรพากร โดยที่ไม่ได้มีเจตนาในการร่วมกระทำความผิด แต่โดนหลอกมาอีกทอดหนึ่ง
ผู้เสียหายในคดีนี้โชคดีครับ ที่โอนเงินผ่านบัญชีไปยังบัญชีธนาคารของมารดาคนร้าย ทำให้สามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างคนร้ายและผู้รับเงินคนสุดท้ายได้ แต่หากผู้เสียหายส่งมอบเงินสดให้แก่คนร้าย แบบนี้จะทำให้การพิสูจน์ความบริสุทธิ์นั้นยากยิ่งขึ้น
วิธีการป้องกันไม่ให้คนร้ายนำชื่อของท่านไปหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท และขอภาษีคืนนั้น คือ
1. การยื่นแบบแสดงรายการทุกปี ซึ่งจะทำให้กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบพบความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการยื่นแบบแสดงรายการซ้อน
2. ไม่ควรให้บุคคลอื่นโอนเงินผ่านบัญชีของท่าน โดยที่ไม่ทราบที่มาที่ไปของเงิน
3. หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้โอนเงินดังกล่าวไปยังบัญชีธนาคารของคนร้าย หรือบุคคลที่คนร้ายระบุ โดยเก็บหลักฐานการโอนเงิน หรือข้อมูลการสนทนาไว้เป็นหลักฐานต่อไป ห้ามคืนเป็นเงินสดเด็ดขาด เนื่องจากท่านจะไม่มีหลักฐานว่า ได้ส่งมอบเงินให้กับใคร เมื่อไหร่ จำนวนเท่าไหร่ หากหลักฐานการโอนเงินเป็นกระดาษคาร์บอน ท่านควรคัดถ่ายเอกสารเก็บไว้ เนื่องจากข้อความอาจจะเลือนหายไปได้ครับ
ในกรณีที่ท่านตกเป็นเหยื่อของคนร้ายโดยมีการแอบอ้างชื่อ และรับเงินจากกรมสรรพากรไปแล้ว ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้ท่านรีบไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หรือแจ้งความดำเนินคดีกับคนร้ายในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน รวมถึงปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา ตลอดจนให้ท่านนำหลักฐานการสนทนาระหว่างท่านกับคนร้ายทุกช่องทาง และหลักฐานการโอนเงิน หรือ รายการเคลื่อนไหวทางบัญชีไปแสดง และให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร เพื่อให้กรมสรรพากรดำเนินการตามกฎหมายกับคนร้ายอย่างถึงที่สุด
สุดท้ายนี้ขอให้ท่านระมัดระวัง อย่าให้ใครโอนเงินเข้ามาในบัญชีของท่าน โดยไม่ทราบที่มาที่ไปของเงิน เนื่องจากอาจจะสร้างปัญหาให้แก่ท่านในอนาคตได้
สำหรับผู้ที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com หรือ Facebook: ทนายเจมส์ LK ได้เลย
...