ทีมงานได้ลงพื้นที่ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 เพื่อคำนวณปริมาณความหนาแน่นของต้นไม้และปริมาณของเถาวัลย์ ได้ใช้สารไตรโคลเพอร์ ซึ่งเป็นสารกำจัดตอไม้ ทาตอของเถาวัลย์ที่ถูกตัดทิ้ง เพื่อใช้เปรียบเทียบดูผลการควบคุมของเถาวัลย์ว่าเป็นอย่างไร...
จากกรณี "ไทยรัฐ" ตีแผ่ปัญหาเถาวัลย์บุกรุกรานกินป่าในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทุกส่วนของผืนป่ามากกว่า 3 แสนไร่ สร้างความวิตกกังวลให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต้องสั่งให้ นักวิชาการทุกภาคส่วนของสำนักวิจัยบูรณาการลงพื้นที่ศึกษาวิจัยหามาตรการจัดการกับเถาวัลย์ให้อยู่ในความเหมาะสมกับระบบนิเวศวิทยาเช่นอดีต ล่าสุดทีมปราบเถาวัลย์ได้ลงพื้นที่ตัดสางในแปลงแรก และพบกับฝูงเถาวัลย์ที่ยึดป่าไปแล้วเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ตามข่าวที่ได้เสนอมาตามลำดับ
สำหรับความคืบหน้ากรณีดังกล่าว ทีมข่าวเฉพาะกิจภูมิภาค "ไทยรัฐ" รายงานเมื่อวันที่ 27 ต.ค. ดร.วัฒนา ศักดิ์ชูวงษ์ นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานปราบเถาวัลย์ พร้อมด้วยนายชิงชัย วิริยะ-บัญชา น.ส.ภานุมาศ ลาดปาละ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ และนายสุทัศน์ ทรัพย์ภู่ หัวหน้างานศึกษาวิจัยระบบนิเวศน์และสัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมทีมงานกว่า 10 คน ได้ลงพื้นที่ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยทั้งหมดได้เข้าไปดำเนินการในแปลงทดลองที่ 1 และ 4 บริเวณ กม.3-กม.8 เพื่อคำนวณปริมาณความหนาแน่นของต้นไม้และปริมาณของเถาวัลย์ หลังทีมวิจัยตรวจสอบแล้วได้ลงมือตัดสางเถาวัลย์ที่อยู่ติดถึงพื้นดิน โดยในแปลงทดลองจุดนี้ได้ใช้สารไตรโคลเพอร์ ซึ่งเป็นสารกำจัดตอไม้ ทาตอของเถาวัลย์ที่ถูกตัดทิ้ง โดยทาเฉพาะเถาวัลย์ที่พันติดกับลำต้นของต้นไม้ เพื่อใช้เปรียบเทียบดูผลการควบคุมของเถาวัลย์ว่าเป็นอย่างไร และหลังจากนี้ต้องใช้เวลา 1 เดือน จึงจะสามารถทราบผล เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับเถาวัลย์ที่ไม่ได้ทาสารดังกล่าว
นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เผยว่า ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงของการดำเนินการกับแปลงทดลองเพื่อศึกษาวิจัยอย่างรอบคอบก่อน จากนั้นจะดำเนินการเต็มรูปแบบต่อไป จากบทสรุปที่ออกมาแล้วยังต้องนำเอาผลทางวิชาการมาเปิดเวทีสาธารณะ ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 6 เดือนขึ้นไปอย่างแน่นอน ในส่วนของตนได้สั่งการให้ทีมพิทักษ์ป่าที่ออกเดินลาดตระเวนตลอดทุกวัน เพื่อติดตามดูสภาพผืนป่าทั้งหมดอย่างละเอียด หากพบว่าจุดไหนถูกเถาวัลย์ปกคลุมรุกรานจนอยู่ในขั้นวิกฤติ จะให้ตัดสางได้ทันที เพื่อช่วยเหลือต้นไม้ไม่ให้เกิดสภาพป่าถล่มซ้ำซากอีก รวมทั้งเพื่อเปิดเส้นทางเดินธรรมชาติให้กับสัตว์ป่าให้ได้มากที่สุด แต่ขณะนี้ให้ทำเพียงแค่ บรรเทาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผลการตัดสางเถาวัลย์ในจุดวิกฤติที่ผ่านมา ได้บ่งบอกถึงแนวทางบ้างแล้วว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร
ด้านนางจงจิตร พนาวัลย์ อายุ 41 ปี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 ต.แก่งกระจาน กล่าวว่า ตนดูแลรับผิดชอบลูกบ้านกว่า 600 หลังคาเรือน มีลูกบ้านกว่า 1,200 คน อยู่ในพื้นที่รอบอุทยานฯ ก่อนหน้านี้ลูกบ้านเคยมาบอกว่าสังเกตเห็นเถาวัลย์ขึ้นตามต้นไม้ริมทาง รั้วบ้าน ในไร่มันสำปะหลัง แต่มีจำนวนไม่มากนัก และไม่ได้คิดว่ามันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ขนาดนี้ กระทั่งเริ่มเอะใจเมื่อได้ติดตามการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องของ "ไทยรัฐ" ทำให้เริ่มหันกลับมามองปัญหานี้ และหลังจากที่นายสุทธิพงษ์ ตันบุญยศิริเดช นายอำเภอแก่งกระจาน เรียกประชุม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านในพื้นที่รับผิดชอบ จึงทราบความจริงถึงปัญหาของเถาวัลย์ ดังนั้น จึงได้กลับมาเรียกประชุมลูกบ้านให้รับทราบถึงปัญหา ก่อนให้ทุกคนช่วยกันสอดส่องดูแลพื้นที่ ทั้งสวนมะนาว กล้วย สับปะรด หากพบเถาวัลย์ขึ้นมากจนผิดปกติ ให้ตัดเอาลงมาได้ทันที เนื่องจากไม่ใช่เขตอุทยานฯ จึงไม่มีปัญหาด้านกฎหมาย ขณะนี้ชาวบ้านทุกคนเข้าใจปัญหาแล้ว และต่างพากันตื่นตัวพร้อมกับให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้.
28 ต.ค. 2553 08:00 น.