ทีมปราบเถาวัลย์ได้เข้าสู่พื้นที่เพื่อตัดสางเถาวัลย์ในแปลงทดลองเป็นครั้งแรกตามหลักวิชาการที่ได้กำหนดจุดไว้อย่างเป็นทางการ โดยใช้เครื่องมือเก็บตรวจวัดคาร์บอนปริมาณความหนาแน่นของต้นไม้ ไม้หนุ่ม ไม้หลัก จำนวน และชนิดต่างๆของต้นไม้ และเถาวัลย์ เพื่อศึกษาวิจัยถึงวิธีการเจริญเติบโตของเถาวัลย์...

จากกรณี "ไทยรัฐ" เสนอปัญหาฝูงเถาวัลย์หลากหลายชนิดแพร่กระจายรุกรานเข้าไปกินป่าในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี จนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาและวิถีชีวิตของสัตว์ป่า ตามข่าวที่เสนอมาตามลำดับ ล่าสุด ทีมข่าวเฉพาะกิจภูมิภาค "ไทยรัฐ" รายงานความคืบหน้าเมื่อวันที่ 26 ต.ค. ดร.วัฒนา ศักดิ์ชูวงษ์ หัวหน้าทีมปราบเถาวัลย์ เปิดเผยว่า ตนได้จัดทำแปลงทดลองไว้ 9 แปลง แบ่งออกเป็น 3 จุด จุดละ 3 แปลง ใช้พื้นที่แปลงละ 1 ไร่ ทั้ง 3 จุด โดย 1 แปลงอยู่ในพื้นที่ป่าธรรมชาติที่มีเถาวัลย์ขึ้นตามปกติทั่วไป ส่วนอีก 2 แปลง อยู่ใกล้เคียงระหว่างรอยต่อของป่าธรรมชาติกับผืนป่ารุ่นสองที่มีเถาวัลย์ปกคลุมอย่างหนาแน่น โดยจะมีการตัดสางในแปลงที่อยู่ในผืนป่ารุ่นสองที่มีเถาวัลย์ขึ้นอย่างหนาแน่น 1 แปลง และอีก 1 แปลง ปล่อยไว้ไม่มีการตัดสางเช่นเดียวกับแปลงที่อยู่ในป่าธรรมชาติ จากนั้นจะเริ่มติดตามผลและเก็บข้อมูลจากแปลงทดลองทั้ง 9 แปลง ใน 3 จุด ในทุกๆ 1 เดือน ไปจนกว่าจะครบ 6 เดือน แล้วจึงนำมาแปลผลสรุปว่ามีผลออกมาเช่นใด  คาดว่าช่วงนั้นจะมีความชัดเจนว่าควรจะต้องดำเนินการต่อไปอย่างไร  เพื่อให้เถาวัลย์อยู่คู่กับป่าได้ในระบบพึ่งพิงเหมือนเดิม เมื่อได้ผลสรุปเรียบร้อยจะนำเข้าสู่กระบวนการเปิดเวทีสาธารณะ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบและมีความเห็นร่วมกันอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ทีมปราบเถาวัลย์ได้เข้าสู่พื้นที่เพื่อตัดสางเถาวัลย์ในแปลงทดลองเป็นครั้งแรกตามหลักวิชาการที่ได้กำหนดจุดไว้อย่างเป็นทางการ โดยมีนายชิงชัย วิริยะบัญชา น.ส.ภานุมาศ ลาดปาละ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ จากสำนักวิจัยกรมอุทยานแห่งชาติฯ และนายสุทัศน์  ทรัพย์ภู่  หัวหน้างานศึกษาวิจัยระบบนิเวศน์และสัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมทีมงานอีก 10 คน ลงพื้นที่ในบริเวณป่าโปร่งพรม กม.8 เพื่อตรวจสอบแปลงวิจัยที่ 4 ซึ่งมีความกว้าง 40 เมตร ยาว 40 เมตร ที่ต้องตัดสางเปรียบเทียบกับแปลงทดลองอื่น โดยใช้เครื่องมือเก็บตรวจวัดคาร์บอนปริมาณความหนาแน่นของต้นไม้ ไม้หนุ่ม ไม้หลัก จำนวน และชนิดต่างๆของต้นไม้ และเถาวัลย์ เพื่อศึกษาวิจัยถึงวิธีการเจริญเติบโตของเถาวัลย์ รวมถึงเพื่อการพิสูจน์ให้เกิดความชัดเจนว่า ความหนาแน่นของเถาวัลย์ดังกล่าวจะเป็นอันตรายต่อสภาพความเป็นป่าในอนาคต ตามที่มีการคาดการณ์ไว้ในเบื้องต้นหรือไม่ แต่จากการทำงานเพื่อตัดสางและการเดินเท้าเข้าไปเก็บข้อมูลมวลสิ่งแวดล้อมกลับเต็มไปด้วยความลำบาก เพราะสภาพพื้นที่ป่าสัมปทานเก่ามีเถาวัลย์ปกคลุมหนาแน่นมาก

จากนั้นนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ได้เปิดเผยว่า หลังจากทีมวิจัยได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและเปรียบเทียบปริมาณของเถาวัลย์กับปริมาณของต้นไม้หลักแล้ว พบตัวเลขที่น่าตกใจ โดยในแปลงทดลองนี้มีเถาวัลย์ประเภทต่างๆ ประกอบไปด้วย รางจืด แก้วลืมวาง มะลิไส้ไก่ เครือตดหมูตดหมา เครือประสงแดง เครือเบาน้ำ หวายตะมอย เครือแตงแพะ คัดเค้าหมู บุหรง จิงจ้อเหลือง เครือเถาน้ำ ขมิ้นเครือ เถาคันแดง รวม 14 ชนิด คิดเป็น 94.44% ของพื้นที่ ส่วนต้นไม้หลักและไม้ใหญ่ พบมีเหลือเพียง 6 ชนิด ประกอบไปด้วย อีโด ตาเสือ นางเลว ตองแตก สาบเสือ ข่อยหนาม คิดเป็น 5.56% ของพื้นที่เท่านั้น เมื่อเทียบกันแล้วจะเห็นได้ว่าเถาวัลย์หลากชนิดเหล่านี้ได้ปกคลุมพื้นที่เกือบ 100% หากปล่อยทิ้งไว้ป่าที่เหลือจะถูกเถาวัลย์ปกคลุมจนสูญเสียต้นไม้หลักไปอย่างแน่นอน.

...