คำค้นหา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ข่าว

พรรคพลังประชารัฐ ชู 3 เหตุผลสำคัญ หนุน บิ๊กตู่ เข้าชิงเก้าอี้นายกฯ

คลิปวีดีโอ

กีฬา

กยศ.เพิ่มอำนาจ สืบค้นข้อมูลส่วนตัวและบังคับหนี้คืน

ทนายเจมส์6 มี.ค. 2561 05:01 น.
SHARE

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่าสนใจ เกี่ยวกับคดีความและการบังคับคดีของกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ซึ่งมีแฟนเพจหลายท่านได้สอบถามเข้ามาในเพจทนายเจมส์ LK มีประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่น่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะในปี 2560 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2541 ให้อำนาจกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาในการขอข้อมูลส่วนตัวของผู้กู้ยืมจากหน่วยงานราชการ เอกชน หรือ บุคคลก็ได้ ตลอดจนให้อำนาจในการบังคับคดีทรัพย์สินของผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังกำหนดหน้าที่ให้แก่ผู้กู้ยืม รวมไปถึงนายจ้างของผู้กู้ยืมที่จะต้องดำเนินการตามที่ กยศ. ได้มีหนังสือแจ้งอย่างเคร่งครัด 

กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามีอำนาจในการขอข้อมูลส่วนตัวของผู้กู้ยืมจากหน่วยงานราชการ เอกชน หรือ บุคคลก็ได้ ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 มาตรา 46 เพื่อประโยชน์ในการดําเนินการของกองทุนตามมาตรา 45(1) ให้หน่วยงาน หรือองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน หรือบุคคลใดซึ่งเป็นผู้ครอบครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้กู้ยืมเงิน จัดส่งข้อมูลให้กองทุนตามที่กองทุนร้องขอภายในเวลาอันสมควร 

หน้าที่ของ “ผู้กู้ยืม” คือ ให้ความยินยอมเพื่อให้นายจ้างมีสิทธิ์หักเงินได้พึงประเมิน และจะต้องแจ้งสถานะการเป็นผู้กู้ยืมเงินต่อนายจ้างทราบ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่เริ่มปฏิบัติงาน รวมถึงยินยอมให้กองทุนเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง  

ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 ได้กำหนดไว้ใน มาตรา 42 ผู้กู้ยืมเงินมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญากู้ยืมเงินโดยเคร่งครัด เพื่อประโยชน์ในการบริหารกองทุนและการติดตามการชำระเงินคืนกองทุน ผู้กู้ยืมเงินมีหน้าที่ ดังนี้  

(1) ให้ความยินยอมในขณะทำสัญญากู้ยืมเงิน เพื่อให้ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร หักเงินได้พึงประเมินของตนตามจำนวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบเพื่อชำระเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาคืนกองทุน  

(2) แจ้งสถานะการเป็นผู้กู้ยืมเงินต่อหัวหน้าหน่วยงานภาครัฐ หรือเอกชนที่ตนทำงานด้วยภายใน 30 วันนับแต่วันที่เริ่มปฏิบัติงาน และยินยอมให้หักเงินได้พึงประเมินของตนเพื่อดำเนินการตามมาตรา 51  

(3) ยินยอมให้กองทุนเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของตนที่อยู่ในครอบครองของบุคคลอื่น รวมทั้งยินยอมให้กองทุนเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน และการชำระเงินคืนกองทุน 

หน้าที่ของ “นายจ้าง” คือ มีหน้าที่หักเงินได้พึงประเมินของผู้กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นพนักงาน หรือลูกจ้างของผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าว เพื่อชําระเงินกู้ยืมคืนตามจํานวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบ โดยให้นําส่งกรมสรรพากร  

ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 ได้กำหนดไว้ใน มาตรา 51 ให้บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคลทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักเงินได้พึงประเมินของผู้กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นพนักงาน หรือลูกจ้างของผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าว เพื่อชําระเงินกู้ยืมคืนตามจํานวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบ โดยให้นําส่งกรมสรรพากรภายในกําหนดระยะเวลานําส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกําหนด 

การหักเงินตามวรรคหนึ่งต้องหักให้กองทุนเป็นลําดับแรกถัดจากการหักภาษี ณ ท่ีจ่าย และการหักเงินเข้ากองทุนที่ผู้กู้ยืมเงินต้องถูกหักตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ กฎหมายว่าด้วยกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วย การประกันสังคม 

เมื่อกรมสรรพากรได้รับเงินจากผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้นําส่งกองทุน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกําหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

ถ้าผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวรรคหนึ่งไม่ได้หักเงินได้พึงประเมิน หักและไม่ได้นําส่ง หรือนําส่งแต่ไม่ครบตามจํานวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบ หรือหักและนําส่งเกินกําหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินรับผิดชดใช้เงินที่ต้องนําส่งในส่วนของผู้กู้ยืมเงินตามจํานวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบ และต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสองต่อเดือนของจํานวนเงินที่ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินยังไม่ได้นําส่ง หรือตามจํานวนที่ยังขาดไป แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ นับแต่วันถัดจากวันที่ครบกําหนดต้องนําส่งตามวรรคหนึ่ง 

ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินได้หักเงินได้พึงประเมินของผู้กู้ยืมเงินไว้แล้ว ให้ถือว่าผู้กู้ยืมเงิน ได้ชําระเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาตามจํานวนที่ได้หักไว้แล้ว 

คำถามยอดฮิต  

1. การให้กู้ยืมเงินตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามีอายุความกี่ปี  

- กรณีนี้เป็นเรื่องที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30  

2. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 302 กำหนดให้ เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคําพิพากษาต่อไปน้ี ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี เช่น (1) เบี้ยเลี้ยงชีพ ซึ่งกฎหมายกําหนดไว้ ส่วนเงินรายได้เป็นคราวๆ ซึ่งบุคคลภายนอกได้ยกให้ เพื่อเลี้ยงชีพนั้น ให้มีจํานวนไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาทหรือตามจํานวนท่ีเจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร 

(2) เงินเดือน ค่าจ้าง บํานาญ บําเหน็จ เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ และเงินสงเคราะห์ บํานาญ หรือบําเหน็จที่หน่วยราชการได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น  

ดั้งนั้น กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา จะมีอำนาจบังคับคดีผู้กู้ยืมหรือ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่  

- ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 ได้กำหนดไว้ใน มาตรา 51 วรรคสอง ได้กำหนดลำดับการหักเงินไว้ ดังนี้ การหักเงินตามวรรคหนึ่งต้องหักให้กองทุนเป็นลําดับแรกถัดจากการหักภาษี ณ ท่ีจ่าย และการหักเงินเข้ากองทุนที่ผู้กู้ยืมเงินต้องถูกหักตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ กฎหมายว่าด้วยกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม  

เมื่อพิจารณาจากหลักกฎหมายข้างต้น จะเห็นได้ว่าตามหลักกฎหมายให้หักเงินให้กองทุนเป็นลําดับแรกถัดจากการหักภาษี ณ ท่ีจ่าย ฯลฯ ดังนั้น แม้ว่าเงินรายได้ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือผู้กู้ยืมจะไม่ถึง 20,000 บาท หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือผู้กู้ยืมเป็นข้าราชการก็ตาม ก็ไม่อาจนำข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 302 มาบังคับใช้ได้ 

ประกอบกับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 วางหลักไว้ว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคําพิพากษาต่อไปน้ี ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี.... “ดังนั้น จึงต้องถือเอาหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 เป็นหลัก 

3. เมื่อตกเป็นผู้ผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือกำลังจะถูกยึดทรัพย์สินหรืออายัดเงินเดือน ควรจะทำอย่างไร 

- ปัจจุบันกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาและกรมบังคับคดีได้ร่วมกันเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือผู้กู้ยืมได้เจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ขอผ่อนชำระหนี้ได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และป้องกันมิให้ทรัพย์สินของท่านถูกยึดไปขายทอดตลาด หรือหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โทรศัพท์หมายเลข 0-2016-4888 

สำหรับผู้ที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com หรือ Facebook: ทนายเจมส์ LK ได้เลย  

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กยศ.คนดังนั่งเขียนทนายเจมส์กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาข้อมูลส่วนตัวกฏหมาย

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้