(ภาพประกอบ)

เปิดเทคโนโลยีใหม่ “มัลติสเปกทรัล” การสแกนเส้นเลือดบนนิ้วมือ ประหยัดกว่าการสแกนม่านตา เปิดทางออกให้รัฐบาลลงทะเบียนคนต่างด้าวที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด สามารถใช้กับเป็นฐานข้อมูลประชากร โดยไม่ต้องไปรื้อระบบจัดเก็บข้อมูลและซอฟต์แวร์เดิมที่รัฐบาลลงทุนไปแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท และสามารถนำไปต่อยอดการทำธุรกรรมที่สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

นายสุเมธ ตรีพงษ์กรุณา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท พาโลมาร์ ซิสเต็ม จำกัด ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเทคโนโลยีใหม่ มีชื่อเรียกว่า มัลติสเปกทรัล (Multispectral) โดยทั่วไปอาจดูคล้ายการสแกนลายนิ้วมือ แต่ความจริงแล้วเป็นการสแกนเส้นเลือดบนนิ้วมือ ซึ่งได้ผลแตกต่างกันมากกับการสแกนบนนิ้วมือตามปกติ เพราะแก้ปัญหาคนที่ลายนิ้วมือไม่ชัดโดยเฉพาะคนงานต่างด้าวที่ทำการประมงแล้วลายนิ้วมือเลือนหายได้ และมีความแม่นยำในการอ่านมากขึ้นถึงระดับ 1 : 500,000 เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีปัจจุบัน มีการสแกนลายนิ้วมืออยู่ 2 วิธี คือ ใช้แสง (Optical) และใช้ผิวสัมผัส (Capacitive) ซึ่งมีความแม่นยำ ในระดับ 1 : 1,000 ถึง 1 : 10,000 เนื่องจากข้อจำกัด เช่น ความลึกของลายนิ้ว สีผิว ความชื้น คราบสกปรก หรือแม้แต่อายุมากขึ้นแล้วลายนิ้วมือหาย

ทั้งนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว สามารถสแกนได้แม้นิ้วมือจะเปียกน้ำ ติดคราบแป้ง หรือมีคราบของโลชั่น เนื่องจากเป็นการสแกนเส้นเลือดบนนิ้วมือ รูปแบบข้อมูลที่ได้ใกล้เคียงกับข้อมูลลายนิ้วมือแบบเดิม จึงไม่จำเป็นต้องลงทุนในระบบฐานข้อมูลเพิ่มเติม โดยระบบซอฟต์แวร์ปัจจุบันในเครื่องลูกข่ายสามารถรองรับได้ทันที ราคาอยู่ที่เครื่องละประมาณ 20,000 บาท

...

“เทคโนโลยีนี้สามารถรองรับกับโครงสร้างระบบบัตรประชาชนปัจจุบัน ทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์ จึงไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อน สืบค้นข้อมูลได้สะดวกกว่า และกรมการปกครองมีระบบฐานข้อมูลรองรับอยู่แล้ว ที่สำคัญคือถ้านำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในบัตรประชาชน จะพัฒนาต่อยอดการทำธุรกิจธรรมทางการเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร และผู้ให้บริการสาธารณะอื่นๆ รวมถึงการระบุตัวตนบนระบบออนไลน์ ซึ่งสอด คล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รวมไปถึงระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต”

นอกจากนี้ หากพิจารณาในแง่ของเทคโนโลยีและความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจเทคโนโลยีมัลติ– สเปกทรัล จะเหมาะสมและสอดคล้องกับช่วงเวลาที่ควรต้องมีการปรับปรุงระบบ เนื่องจากระบบการสแกนลายนิ้วมือในบัตรประจำตัวประชาชนปัจจุบันนั้นใช้มาถึง 11 ปีแล้ว เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่เหมาะกับช่วงเวลานี้ที่สุด

ด้านนายพัฒน์ สดาวงศ์วิวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายเทคนิค บริษัท ดีเซม เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า จากที่ได้รับทราบปัญหาระบบพิสูจน์อัตลักษณ์ของคนไทยและแรงงานต่างด้าว จากการใช้งานมาตลอด 11 ปีที่ผ่านมา มีข้อจำกัดในการใช้งานจริงอยู่ที่อุปกรณ์เก็บลายนิ้วมือ ที่แม้จะดีที่สุด ณ เวลาที่จัดซื้อแล้ว แต่เทคโนโลยีที่ใช้ก็ยังมีข้อขัดข้องต่อการพิสูจน์ลายนิ้วมือที่เกิดจากชีวิตประจำวันของคนไทย เช่น มีเหงื่อ เครื่องสำอาง โลชั่น ยาหม่อง คราบบนนิ้วจากการทำงาน การเลือนของลายนิ้วมือจากการประกอบอาชีพ เช่นประมง น้ำแข็ง ช่างเครื่องยนต์ และผู้สูงวัย หากสามารถนำเทคโนโลยีใหม่ในการเก็บลายนิ้วมือเช่น มัลติสเปกทรัลมาใช้ จะลดข้อจำกัดข้างต้นลงได้ ส่งผลให้ระบบที่รัฐได้ลงทุนไปแล้วใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ.