"บิ๊กเต่า" สั่งเพิ่มมาตรการเข้มจัดการรุกป่าปลูกสวนยาง ตั้งเป้าทวงคืนผืนป่าเพิ่มเป็น 128 ล้านไร่ใน 20 ปี เผยยึดคืนมาได้แล้ว 5.4 แสนไร่ ย้ำผ่อนผันเฉพาะคนยากจน ลั่นไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เอาหนักกลุ่มนายทุน...

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. พล.อ.สรุศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปัญหานายทุนบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกยางพารา ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศเสื่อมโทรม และเกิดปัญหายางล้นตลาด ถือได้ว่าเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เอาเปรียบคนประเทศชาติ เอาเปรียบคนไทยทั้งประเทศ หน่วยงานภาครัฐจึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยที่ผ่านมาได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และบูรณการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบการบุกรุกครอบครองที่ดินในเขตป่า โดยตั้งเป้าหมายยึดคืนผืนป่าจากเดิมที่ประเทศไทยเหลือเพียง 102.4 ล้านไร่ ให้เพิ่มเป็น 128 ล้านไร่ หรือร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศภายใน 20 ปี ซึ่งปัจจุบันในปี 2560 สามารถยึดคืนผืนป่ากลับมาได้แล้ว 5.4 แสนไร่ และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีอีกจำนวนหนึ่ง

ทั้งนี้ ได้มอบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานเพื่อบังคับใช้กฎหมาย ตามแผนปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมี 3 มาตรการหลักในการดำเนินการ คือ 1. มาตรการดำเนินคดี โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ทส. เร่งรัดตรวจสอบการบุกรุกครอบครองพื้นที่ป่า และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อผู้บุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ป่า โดยยึดตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 64/2557 และ 66/2557 รวมทั้งต้องไม่ให้ผลกระทบกับผู้ยากไร้อย่างเด็ดขาด 2. มาตรการควบคุมพื้นที่ โดยหลังจากที่ดำเนินการตรวจยึดทวงคืนผืนป่าและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดแล้ว จะต้องควบคุมพื้นที่ที่ได้ตรวจยึดมามิให้มีการเข้าทำประโยชน์จากทั้งผู้กระทำความผิดรายเดิมและรายใหม่ และ 3. มาตรการฟื้นฟูสภาพป่า เป็นการฟื้นฟูสภาพป่าที่ถูกบุกรุกให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้าลำธาร

นอกจากนี้ ได้ชี้แนะกลยุทธ์การปฏิบัติงานแบบ 3 เกาะติด และ 3 ปฏิบัติ ให้เจ้าหน้าที่นำไปประยุกต์ใช้เพิ่มเติม ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินการทวงคืนพื้นที่ป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลตามเป้าหมาย ดังนี้ 1. เกาะติดพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ทุกระดับต้องหมั่นลงพื้นที่ตรวจสอบการกระทำความผิด ตั้งจุดตรวจจุดสกัด การลาดตระเวนป่า การดำเนินการตามแผนบินตรวจสภาพป่าและนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ตรวจสอบการบุกรุก 2. เกาะติดประชาชน โดยสร้างแนวร่วมการอนุรักษ์เริ่มจากเครือข่ายภาคประชาชนนำไปสู่เครือข่ายระดับประเทศ ลดความขัดแย้งในระดับพื้นที่ สร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาคประชาชนและภาคประชาสังคมอย่างแท้จริง และ 3. เกาะติดขบวนการ โดยต้องสร้างกลไกในการตรวจติดตามกลุ่มขบวนการนายทุนผู้กระทำความผิด รวมถึงการดำเนินการหาข่าวทางลับ ต้องรู้ความเคลื่อนไหวของขบวนการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า

ขณะที่กลยุทธ์ 3 ปฏิบัติ ประกอบด้วย 1. ปฏิบัติทันทีเมื่อเห็นว่ามีขีดความสามารถในการจับกุมดำเนินคดีได้ ให้ดำเนินการทันทีแต่หากเห็นว่ามีความเสี่ยงให้ขอความร่วมมือส่วนราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 2. ปฏิบัติการร่วมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและขอความร่วมมือปฏิบัติงานร่วมกันได้ และ 3. ปฏิบัติโดยใช้เครือข่ายภาคประชาชนคือการเสริมสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังภาคประชาชนในพื้นที่ป่าและบริเวณใกล้เคียงให้สามารถเป็นกาลังภาคประชาชนในการร่วมดูแลรักษาป่าได้

“สิ่งที่ได้เน้นย้ำมากที่สุด คือ การดำเนินการอย่างเคร่งครัดกับกลุ่มนายทุนที่รุกป่า เพราะถือว่าเป็นพวกเห็นแก่ได้ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เอาเปรียบประเทศชาติ บ้านเมือง และเอาเปรียบคนไทยทั้งประเทศ แต่สำหรับคนจนผู้ยากไร้ที่บุกรุกพื้นที่ป่า แม้จะถือว่ามีความผิดเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากเป็นผู้ยากไร้ ซึ่งรัฐบาลต้องดูแล จึงมีมาตรการผ่อนผันตามคาสั่ง คสช. ที่ 66/2557 อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้บุกรุกป่าภายหลังปี 2557 เป็นต้นไป รัฐบาลโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่า จะใช้มาตรการที่เข้มงวด ในการบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีกับทุกคนโดยไม่มีการยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้สามารถทวงคืนผืนป่ากลับมาให้ได้ตามเป้าหมาย 128 ล้านไร่ ภายใน 20 ปี” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าว

...