กรมการค้าภายในแจงประชาชนอย่าตระหนกกักตุนอาหาร-น้ำดื่ม หลังยอดขายห้างพุ่ง 20% สั่งห้างเตรียมสต๊อกให้พร้อมต่อความต้องการประชาชน ย้ำสถานการณ์ยังปกติ พร้อมเดินหน้าลดค่าครองชีพ
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รณรงค์ให้ประชาชนจัดเตรียม “กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง” (3 วัน) เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติว่า จากการหารือกับปภ. พบว่า สถานการณ์ในไทยไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง หรือตื่นตกใจจนต้องเร่งกักตุน แต่กรมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้หารือกับผู้ผลิตสินค้า และห้างร้านต่างๆ ให้เพิ่มการสำรองสินค้าจำเป็นเอาไว้ให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่ม ซึ่งในช่วงปลายเดือนต.ค.ถึงต้นเดือนพ.ย.69 เป็นช่วงเงินเดือนออก, รัฐเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และประชาชนรับทราบข่าวสารพอดี จึงทำให้ความต้องการซื้ออาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-20% ทั้งข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง ผลิตภัณฑ์นม น้ำดื่ม ฯลฯ ขณะที่กรม ก็จะติดตามดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
“จากการสอบถามกับทางห้าง พบว่า มีการซื้อสินค้าบางกลุ่มเพิ่มขึ้นจริง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะเงินเดือนออกแล้ว จึงมีการซื้อสินค้าเข้าบ้านเพิ่มขึ้น และบางคนก็ซื้อเผื่อไว้ตามที่มีการออกข่าว หรือได้ยินจากข่าว ไม่ได้หวือหวามากนัก ซึ่งกรมได้แจ้งให้ห้าง เตรียมเซฟตี้สต็อกให้เพียงพอต่อความต้องการ และเติมสินค้าอย่าให้ขาดไปจากชั้นวาง โดยทุกห้างได้รับไปดำเนินการแล้ว ส่วนผู้ผลิตและผู้จัดส่งสินค้า ก็เตรียมพร้อมในการผลิตและจัดส่ง ขอประชาชนเบาใจได้ ขอให้ตระหนัก แต่อย่าตระหนก ส่วนกรม ก็จะติดตามดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป”
สำหรับการขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ” ผ่านจุดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด 3,036 จุดทั่วประเทศ รวม 90 วัน พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชน 27 ราย จัดกิจกรรมลดราคาสินค้า และบริการ 4,223 รายการ สูงสุด 78% ในช่วงเดือนต.ค.-พ.ย.69 นั้น ล่าสุดได้จัดจุดจำหน่ายไปแล้ว 928 ครั้ง มีเงินสะพัด 85.67 ล้านบาท ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนได้แล้วกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมค่าครองชีพที่ลดลงจากยอดขายของห้างต่างๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งติดตามต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุด เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน
นอกจากนี้ กรมยังได้หารือร่วมกับผู้ผลิต ห้างค้าส่งค้าปลีก เตรียมมอบของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย นิวเยียร์ เมกะเซลล์” ลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ขณะนี้ กำลังอยู่ระหว่างให้การบ้านผู้ประกอบการว่า จะนำสินค้าใดมาลดราคา และลดอัตราเท่าไร คาดว่า จะทราบความชัดเจนในเร็วๆ นี้
ส่วนสถานการณ์ราคาสินค้าอาหารสด ทั้งหมู ไก่ ไข่ไก่ ยังทรงตัวเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน แต่ผักสดบางรายการลดลงมากเมื่อเทียบกับช่วงน้ำท่วม แต่บางรายการปรับขึ้น โดยเฉพาะโหระพา กะเพรา ใบแมงลัก ต้นหอม ผักชี ที่บอบบาง เพราะฝนตกหนักในช่วงนี้
ขณะที่ลำไยภาคตะวันออก ที่ขณะนี้ผลผลิตนอกฤดูกาล ได้เริ่มออกสู่ตลาดนั้น กรมมีแผนเปิดจุดจำหน่ายในห้าง ศูนย์ราชการ และองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นการบริโภค เชื่อมโยงการจำหน่ายผ่านตลาดกลาง ตลาดสด และร้านธงฟ้า ประสานผู้ซื้อ เข้าไปรับซื้อ และเปิดจุดรับซื้อลำไยในราคานำตลาด รวมทั้งจะสนับสนุนกล่องขนาด 10 กิโลกรัม โดยไปรษณีย์ไทยช่วยจัดส่ง และตะกร้าขนาด 3 และ 5 กิโลกรัม เพื่อให้เกษตรกรจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งออฟไลน์ ออนไลน์
นายวัฒนศักย์ กล่าวต่อถึงสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกว่า ส่วนใหญ่ราคาอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับปีก่อน โดย
- ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 16,350 บาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตันละ 14,735 บาท
- ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 12,650 บาท จาก 8,073 บาท
- ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 9,500 บาท จาก 6,608 บาท
- ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,500 บาท จาก 8,683 บาท
- มันสำปะหลัง กิโลกรัม (กก.) ละ 3.80 บาท จาก 2.21 บาท
- ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กก.ละ 11.04 บาท จาก 10.50 บาท โรงงานรับซื้อกก.ละ 11.65 บาท จาก 10.98 บาท
- ปาล์มน้ำมันกก.ละ 8.05 บาท น้ำมันปาล์มดิบ กก.ละ 38.88 บาท น้ำมันปาล์มขวด 51.34 บาท
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม