กรมวิชาการเกษตร ชี้แจงชัดกรณีการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ "กะเพรา 4 พันธุ์" ของบริษัท ซีพีแรม ยืนยันกระบวนการทุกขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมย้ำชัดไม่กระทบเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่ปลูกกะเพราพันธุ์พื้นเมือง

สยบดราม่า จดทะเบียนกะเพรา 4 พันธุ์ "แก้วจุรี" ทำตามขั้นตอนกฎหมาย

กรมวิชาการเกษตรยืนยันผลตรวจสอบการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่กะเพรา 4 พันธุ์ ดำเนินการถูกต้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ทุกขั้นตอน ทั้งกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาคำขอ รวมถึงการขออนุญาตและจัดทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ของผู้ยื่นคำขอ ย้ำกฎหมายเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนสามารถยื่นขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ได้อย่างเท่าเทียม พร้อมยืนยันการจดทะเบียนดังกล่าวไม่กระทบสิทธิการใช้ประโยชน์จากกะเพราพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ทั่วไปของเกษตรกรและประชาชน

นางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะโฆษกกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีข้อสั่งการให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของพืชกะเพรา จำนวน 4 พันธุ์ ได้แก่ แก้วจุรี01 แก้วจุรี02 แก้วจุรี03 และแก้วจุรี04 ว่าเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่นั้น 

กรมวิชาการเกษตรได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีฯ อย่างละเอียดรอบคอบและพบว่าการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ทั้ง 4 พันธุ์ ดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

จากการตรวจสอบ กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการตามกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขอจดทะเบียน การพิจารณาคำขอจดทะเบียน การประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียน และแบบหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ พ.ศ. 2546 โดยตรวจสอบเอกสารประกอบคำขอ ประวัตินักปรับปรุงพันธุ์ ที่มาและประวัติการปรับปรุงพันธุ์ รายละเอียดลักษณะสำคัญของพันธุ์ และข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ พบว่า มีเอกสารครบถ้วนและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติของพันธุ์พืชใหม่ตามหลัก DUS ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาว่าพันธุ์พืชที่ยื่นขอจดทะเบียนมีคุณสมบัติเป็นพันธุ์พืชใหม่ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ 

โดยพิจารณาจาก 3 หลักเกณฑ์สำคัญ คือ 

  • Distinctness ความแตกต่างจากพันธุ์อื่นอย่างเด่นชัด 
  • Uniformity ความสม่ำเสมอของลักษณะประจำพันธุ์ 
  • Stability ความคงตัวของลักษณะประจำพันธุ์ 

โดยปลูกเปรียบเทียบกับพันธุ์ CPR1 ซึ่งเป็นพันธุ์ตั้งต้น และพันธุ์เขียวใบใหญ่ 059 ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงที่สุด จำนวน 2 ฤดูปลูก 

ผลการตรวจสอบพบว่ากะเพราทั้ง 4 พันธุ์มีลักษณะประจำพันธุ์แตกต่างจากพันธุ์เปรียบเทียบอย่างชัดเจน ทั้งรูปร่างใบ ขนาดใบ และความหนาของใบ รวมถึงมีความสม่ำเสมอและความคงตัวของลักษณะประจำพันธุ์ ตามเกณฑ์ที่กำหนด

สำหรับขั้นตอนการประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียน กรมวิชาการเกษตรได้ประกาศเป็นเวลา 90 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคัดค้านตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด โดยพันธุ์แก้วจุรี01 ประกาศเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2566 ถึงวันที่ 12 ก.พ. 2567 ส่วนพันธุ์แก้วจุรี02–04 ประกาศเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2566 ถึงวันที่ 27 มี.ค. 2567 เมื่อครบกำหนดระยะเวลาประกาศโฆษณา ไม่มีผู้ยื่นคัดค้านกรมวิชาการเกษตรจึงได้ออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ทั้ง 4 พันธุ์ 

ย้ำไม่ผูกขาด ชาวบ้านปลูก-ขายกะเพราพื้นเมืองได้ตามปกติ

โฆษกกรมวิชาการเกษตร อธิบายเพิ่มเติมว่า การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ไม่ใช่การจำกัดสิทธิเฉพาะบริษัทเอกชนรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นสิทธิตามกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ทุกคน ทั้งบุคคลทั่วไป มหาวิทยาลัย หรือเอกชน สามารถยื่นขอจดทะเบียนได้ หากปรับปรุงพันธุ์จนได้พันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิ

  • กะเพราทั่วไปไม่ได้รับผลกระทบ การคุ้มครองครอบคลุมเฉพาะกะเพรา 4 พันธุ์ที่จดทะเบียนเท่านั้น เกษตรกรยังสามารถปลูกและใช้ประโยชน์จากกะเพราพันธุ์พื้นเมืองได้ตามปกติ

  • การนำพันธุ์จดทะเบียนไปใช้ สามารถนำพันธุ์คุ้มครองไปปลูกเพื่อบริโภค เก็บใบจำหน่าย หรือนำไปประกอบอาหารขายได้อย่างอิสระ

  • ข้อห้าม ห้ามนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไป "ขยายพันธุ์เพื่อการค้า" เช่น ผลิตเมล็ดพันธุ์ เพาะต้นกล้า หรือปักชำกิ่งจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิก่อน

“ผลการตรวจสอบยืนยันว่าการดำเนินการของกรมวิชาการเกษตรและการยื่นขอจดทะเบียนของบริษัทซีพีแรม เป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องครบถ้วน นอกจากนี้ นับตั้งแต่มีการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราทั้ง 4 พันธุ์จนถึงปัจจุบันเกินกว่า 2 ปีครึ่งแล้วยังไม่มีเกษตรกร ผู้บริโภค หรือร้านค้าใด มาร้องเรียนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวกับผลกระทบจากการจดทะเบียนดังกล่าว การคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นกลไกที่กฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม ควบคู่กับการรักษาสิทธิและประโยชน์ของเกษตรกรและประชาชนในการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชพื้นเมืองและพันธุ์พืชทั่วไป” โฆษกกรมวิชาการเกษตร กล่าว

อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรได้จัดตั้ง "ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์" ณ ศูนย์ราชการสะดวกกรมวิชาการเกษตร หากมีผู้ใดได้รับผลกระทบสามารถติดต่อสอบถามหรือร้องทุกข์ได้ที่ กองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร โทร. 08 9744 5013 หรือ 09 1718 4750

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม