“พิพัฒน์” สั่งเร่งแก้ปัญหาพื้นสนามบินสุวรรณภูมิยุบซ้ำ หลัง A380 Emirates เจอจุดเสี่ยงใกล้จุดเดิม สั่งปิดทางวิ่ง 13 ชั่วโมงซ่อมลึก 33 ซม. พร้อมวางแผนระยะยาว ด้าน กพท.ลงพื้นที่ตรวจสอบ เตรียมถกมาตรการสัปดาห์หน้า

สุวรรณภูมิยุบซ้ำรอยเดิม กระทบ A380 Emirates

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีเกิดเหตุพื้นผิวทางวิ่งและทางขับภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) เกิดการทรุดตัวซ้ำอีกครั้ง บริเวณหัวทางวิ่ง 02R ใกล้กับจุดที่เคยเกิดเหตุเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยมีรายงานว่าเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ Airbus A380 ของสายการบิน Emirates ประสบปัญหาขณะเคลื่อนตัวผ่านบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้ต้องจอดรอเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหานานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะสามารถเดินทางต่อได้ตามปกติ ขณะที่เที่ยวบินอื่นต้องปรับเปลี่ยนไปใช้ทางขับบริเวณใกล้เคียงเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เกิดปัญหา

ทั้งนี้ เครื่องบิน Airbus A380 ถือเป็นเครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีน้ำหนักตัวเครื่องเปล่าประมาณ 276 ตัน และมีน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด (Maximum Take-off Weight) ประมาณ 510-575 ตัน ขึ้นอยู่กับรุ่นและการกำหนดค่าของเครื่องบิน จึงทำให้กรณีพื้นผิวสนามบินเกิดการทรุดตัวซ้ำบริเวณที่อากาศยานขนาดใหญ่ใช้งาน จำเป็นต้องเร่งตรวจสอบสภาพความแข็งแรงของโครงสร้างพื้นผิวทางวิ่งและทางขับอย่างละเอียด เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยในการให้บริการเที่ยวบิน

ทอท. สั่งปิดรันเวย์กลาง 13 ชั่วโมง เร่งซ่อมลึก 33 ซม.

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้กำหนดแผนดำเนินการซ่อมบำรุงพื้นผิวทางวิ่งและทางขับอย่างเร่งด่วน โดยมีกำหนดการดังนี้

  • ปิดทางวิ่งเส้นกลาง 02R/20L ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. 2569 (19.00 น.) ถึง 4 พ.ย. 2569 (08.00 น.) รวม 13 ชั่วโมง เพื่อซ่อมแซมพื้นที่ 15 x 100 ตารางเมตร โดยจะขุดซ่อมลึกลงไป 33 เซนติเมตร

  • ปิดทางขับสาย E21 ซ่อมแซมพื้นที่ 10 x 45 ตารางเมตร ลึก 33 เซนติเมตร โดยจะปิดต่อเนื่อง 48 ชั่วโมง (ถึงวันที่ 6 พ.ย. 2569 เวลา 08.00 น.) เพื่อรอให้พื้นผิวเซตตัวและแข็งแรงเพียงพอ

  • ปิดทางขับสาย E19 ชั่วคราวเพื่อตรวจสอบความแข็งแรงเพิ่มเติม ก่อนจะเปิดใช้เป็นเส้นทางทดแทนระหว่างปิด E21

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มีการปิดทางวิ่งเส้นกลาง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังคงสามารถให้บริการทางวิ่งได้อีก 2 เส้น โดยอากาศยานสามารถขับเคลื่อนผ่านทางวิ่งเส้นกลางตามเส้นทางที่กำหนดผ่านทางขับ E3 และ E17 เพื่อไปใช้งานทางวิ่งฝั่งตะวันตก 02L/20R ได้

ทั้งนี้ ทสภ.ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า เพื่อวางแผนการปิดทางวิ่งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการให้บริการเที่ยวบิน โดยเฉพาะการบริหารจัดการจราจรทางอากาศ ซึ่งจากการหารือกับผู้แทนบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ได้รับการยืนยันว่า ในช่วงเวลาที่ปิดทางวิ่ง 02R/20L ทางวิ่งที่เหลืออีก 2 เส้นยังสามารถรองรับและบริหารจัดการจราจรทางอากาศของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการ

จากนั้น ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. 2569 เวลา 08.00 น. ถึงวันที่ 6 พ.ย. 2569 เวลา 08.00 น. รวมระยะเวลา 48 ชั่วโมง จะยังคงปิดทางขับสาย E21 เพื่อรอให้พื้นผิวบริเวณที่ดำเนินการซ่อมบำรุงทั้งบนทางวิ่งและทางขับ E21 มีระยะเวลาในการแข็งตัวและมีความแข็งแรงเพียงพอก่อนเปิดใช้งาน

ขณะที่ทางวิ่งเส้นกลาง 02R/20L จะสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. 2569 เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป โดยระหว่างที่ปิดทางขับ E21 อากาศยานสามารถใช้ทางขับ E19 ซึ่งอยู่ใกล้เคียงเป็นเส้นทางทดแทนได้

กพท. ลงพื้นที่ตรวจสอบ เล็งถกมาตรการระยะยาว

นายพิพัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการซ่อมแซมพื้นที่ที่เกิดความเสียหายในครั้งนี้เท่านั้น แต่ ทอท.และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้เตรียมจัดทำแผนระยะยาวเพื่อซ่อมบำรุงและตรวจสอบความแข็งแรงของพื้นผิวทางวิ่งและทางขับอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ และสร้างความมั่นใจต่อความปลอดภัยในการใช้งานของอากาศยานทุกประเภท

โดยขณะนี้ ทอท.และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีแนวทางการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวแล้ว ขณะเดียวกัน ในสัปดาห์นี้ เจ้าหน้าที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จะลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรวบรวมข้อมูลทางเทคนิคและรายละเอียดเกี่ยวกับสภาพพื้นผิวทางวิ่งและทางขับ รวมถึงสาเหตุของการทรุดตัวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

หลังจากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการหารือในการประชุมสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขและมาตรการป้องกันในภาพรวม ทั้งการซ่อมบำรุงเฉพาะหน้า การตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างพื้นผิว และการวางแผนบำรุงรักษาในระยะยาว เพื่อให้การดำเนินงานของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ไม่ส่งผลกระทบต่อการบิน

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม