ครม. ไฟเขียวปรับกฎหมายภาษีป้ายครั้งใหญ่ เก็บตามเดือนที่ติดตั้งจริง ไม่ต้องเสียเต็มปี ขยายเวลาชำระเป็น 30 วัน เปิดยื่นภาษีออนไลน์–ลดภาษีได้สูงสุด 90% พร้อมปรับเพดานอัตราภาษีและเพิ่มภาษีป้ายรุกล้ำที่สาธารณะเป็น 2 เท่า

3 พฤศจิกายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ เพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและรูปแบบการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน โดยมีสาระสำคัญคือการปรับวิธีจัดเก็บภาษีให้เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ไม่ได้ติดตั้งป้ายตลอดทั้งปี ขยายเวลาชำระภาษี เพิ่มช่องทางดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดมาตรการลดภาษีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ใช้เท่าไร จ่ายเท่านั้น รื้อเกณฑ์เก็บภาษีป้ายใหม่

  • คิดภาษีตามระยะเวลาที่ติดตั้งจริง

เกณฑ์จัดเก็บภาษีป้ายใหม่ปรับให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่ติดตั้งจริง โดยกรณีที่ไม่ได้ติดตั้งป้ายตลอดทั้งปี ให้คำนวณภาษีเป็นรายเดือน และเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน แทนการจัดเก็บที่อาจทำให้ผู้ประกอบการต้องรับภาระภาษีเกินกว่าช่วงเวลาที่ใช้ป้ายจริง เพื่อสร้างความเป็นธรรมตามหลักการ “ใช้ป้ายเท่าไร เสียภาษีตามระยะเวลาที่ใช้จริง” ซึ่งจะช่วยลดภาระให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้ป้ายโฆษณาเฉพาะช่วงเทศกาล กิจกรรมส่งเสริมการขาย หรือการดำเนินธุรกิจตามฤดูกาล

  • ขยายเวลาชำระและเพิ่มช่องทางออนไลน์

ร่างกฎหมายได้ขยายระยะเวลาชำระภาษีป้ายจากเดิม 15 วัน เป็น 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน พร้อมทั้งเปิดให้ประชาชนสามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย ยื่นคำร้องขอรับเงินคืน และยื่นอุทธรณ์ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว

  • ลดภาษีและปรับโครงสร้างอัตราจัดเก็บ

ร่างกฎหมายยังเพิ่มมาตรการบรรเทาภาระภาษีในช่วงที่ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับผลกระทบช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติ โดยสามารถออกกฎกระทรวงเพื่อลดภาษีป้ายได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 90 ของภาษีที่ต้องเสีย นอกจากนี้ยังปรับประเภทป้ายจาก 3 ประเภท เหลือเพียง 2 ประเภท ได้แก่ ป้ายที่มีอักษรไทยหรือตัวเลขล้วน และป้ายประเภทอื่น พร้อมปรับเพดานอัตราภาษีให้สอดคล้องกับยุคสมัย

ตัวอย่าง ป้ายที่มีอักษรไทยและมีข้อความหรือตัวเลขเคลื่อนที่ 

  • กำหนดเพดานอัตรา 50 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร 
  • ส่วนกรณีอื่นกำหนด 25 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร 
    จากเดิมที่กำหนดไว้ 10 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร 

ทั้งนี้ เป็นการปรับเพดานอัตราตามร่างกฎหมาย ส่วนอัตราจัดเก็บจริงจะเป็นไปตามกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การปรับขึ้นภาษีทุกประเภททันที

  • เพิ่มบทลงโทษป้ายรุกล้ำที่สาธารณะ

เพื่อจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ ป้ายที่ติดตั้งล่วงล้ำโดยไม่ได้รับอนุญาตจะต้องเสียภาษีเป็น 2 เท่าของจำนวนภาษีที่คำนวณได้ ทั้งนี้ การเสียภาษีดังกล่าวไม่ถือเป็นการให้สิทธิใช้พื้นที่สาธารณะโดยชอบด้วยกฎหมาย และยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

  • ยกเว้นภาษีป้ายหน่วยงานรัฐเฉพาะที่ไม่ได้หาผลประโยชน์

ร่างกฎหมายยังปรับหลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีป้ายของหน่วยงานภาครัฐ โดยกำหนดให้ยกเว้นเฉพาะป้ายของหน่วยงานรัฐที่ดำเนินกิจการโดยมิได้หาผลประโยชน์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันกับภาคเอกชน 

นอกจากนี้ ยังปรับหลักเกณฑ์เงินเพิ่มกรณีชำระภาษีล่าช้า โดยกำหนดให้เสียเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน แต่ยอดเงินเพิ่มรวมต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสีย เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระเงินเพิ่มสูงเกินสมควร พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การขอรับเงินคืนภายหลังการอุทธรณ์การประเมินภาษี โดยให้ยื่นคำร้องภายในหนึ่งปีนับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยถึงที่สุด

นางสาวลลิดา กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายตามขั้นตอนแล้ว โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวน 1,737 คน และส่วนใหญ่เห็นด้วยคิดเป็นร้อยละ 96.69 พร้อมจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย และแผนการจัดทำกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ภายหลังคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการแล้ว ร่างกฎหมายยังต้องผ่านกระบวนการตรวจพิจารณาและขั้นตอนการตรากฎหมายต่อไป จึงยังไม่มีผลบังคับใช้ทันที

“การปรับปรุงกฎหมายภาษีป้ายครั้งนี้มุ่งสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ใช้ป้ายตลอดทั้งปี ให้เสียภาษีตามระยะเวลาการใช้งานจริง มีเวลาชำระภาษีมากขึ้น และสามารถดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกันยังเพิ่มกลไกช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติ รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย ลดภาระที่ไม่จำเป็น และสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี ควบคู่กับการพัฒนารายได้ท้องถิ่นเพื่อนำไปใช้จัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน” นางสาวลลิดา กล่าว