“คมนาคม” จ่อเสนอ ครม. 26 ต.ค.นี้ เดินหน้ามาตรการรถไฟฟ้า 17 – 45 บาท พร้อมเสนอจัดใช้กรอบงบกลาง 5.8 พันล้านบาท จ่ายชดเชยส่วนต่างค่าโดยสาร ขณะที่เงื่อนไขรับสิทธิ ประชาชนต้องลงทะเบียนบัตร EMV ผ่าน “เป๋าตัง” เท่านั้น หลังหารือ “กรุงไทย” ยืนยันไม่สามารถรองรับ Rabbit เข้าระบบ
คมนาคมจ่อชง ครม. 26 ต.ค.นี้ ดันรถไฟฟ้า 17-45 บาท
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ครั้งที่ 2/2569 วันนี้ (21 ต.ค.) โดยระบุว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการผลักดันนโยบายดังกล่าว ภายหลังรายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา ยอมรับว่ากฎหมาย พรบ.ตั๋วร่วม และหลักการ Single Ownership โอนโครงการรถไฟฟ้าทั้งหมดมาอยู่ภายใต้การบริหารของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามกรอบ
สรุป 3 ประเด็นสำคัญเพื่อเตรียมเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.
กระทรวงคมนาคมจึงได้สรุป 3 ประเด็นสำคัญเพื่อเตรียมเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ ได้แก่
1.การรายงานการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ถ่ายโอนการบริหารจัดการรถไฟฟ้า ซึ่งกระบวนการปัจจุบันเตรียมเสนอร่าง MOU ให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา
2.การขอขยายมาตรการค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวัน สำหรับรถไฟฟ้าสายสีแดงและสีม่วง โดยจะขยายออกไปอีก 1 ปี 1 เดือน เพื่อให้สิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค.2570
3.การขอกรอบวงเงินงบกลางไม่เกิน 5,800 ล้านบาท เพื่อรองรับมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17–45 บาทตลอดสาย ซึ่งจะดำเนินมาตรการนี้เป็นระยะเวลา 1 ปี เริ่มระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค.2570 หลังจากนั้นมั่นใจว่าการผลักดันตั๋วร่วมและหลักการ Single Ownership จะแล้วเสร็จ ก็จะสามารถดำเนินนโยบายค่าโดยสาร 17 – 45 บาทตลอดสายได้ต่อเนื่อง และครอบคลุมทุกเส้นทาง
แจงงบกลาง 5.8 พันล้าน ตั้งเบิกจ่ายจริง มีเกณฑ์ดึงผลตอบแทนจากเอกชนคืนรัฐ
นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า วงเงินงบกลางที่จะเสนอ ครม. ไม่เกิน 5,800 ล้านบาท เป็นการขออนุมัติกรอบวงเงินงบกลางเพื่อใช้ทดลองจ่ายชดเชยส่วนต่างค่าโดยสารในมาตรการ 17–45 บาท เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณของ รฟม. ได้นำไปใช้ดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มแล้ว และยังไม่ถึงรอบที่จะได้รับการอุดหนุนงบประมาณคืน จึงขอตั้งกรอบไว้และเบิกจ่ายตามจริงที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่การเบิกจ่ายเป็นก้อน
นอกจากนี้ เมื่อมาตรการ 17 – 45 บาทเริ่มดำเนินการแล้ว กระทรวงฯ มั่นใจว่าจะมีปริมาณผู้โดยสารเข้าใช้ระบบรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ของเอกชน ซึ่งปริมาณส่วนต่างผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นนั้น ภาครัฐและเอกชนได้หารือแล้วว่าเอกชนจะต้องจ่ายผลตอบแทนให้แก่รัฐ ดังนั้นมั่นใจว่าอาจไม่ได้จัดใช้กรอบวงเงินเพื่อชดเชยส่วนต่างค่าโดยสารเต็มจำนวน 5,800 ล้านบาท โดยเกณฑ์กำหนดที่เอกชนจะต้องจ่ายผลตอบแทนแก่รัฐนั้น จะมีการประเมินภายหลังดำเนินมาตรการนี้ไปแล้วประมาณ 3 เดือน และจะใช้ฐานตัวเลขผู้โดยสารในปีก่อนหน้าเพื่อนำมาเปรียบเทียบ
เงื่อนไขรับสิทธิ แตะจ่าย EMV คืนเงินผ่าน "เป๋าตัง" ภายใน 3 วัน ไม่รองรับ Rabbit
สำหรับเกณฑ์การเข้ารับสิทธิค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17–45 บาทตลอดสาย กระทรวงคมนาคมยืนยันว่า สงวนสิทธิ์เฉพาะประชาชนสัญชาติไทยเท่านั้น โดยมีขั้นตอนและเงื่อนไขการใช้งานดังนี้
การลงทะเบียน ผู้โดยสารต้องลงทะเบียนผูกบัตร EMV (บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตประเภท Visa และ Mastercard) ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง"
การชำระเงินและรับเงินคืน ผู้โดยสารแตะบัตร EMV เข้า-ออกระบบรถไฟฟ้าตามอัตราค่าโดยสารจริง จากนั้นระบบภาครัฐจะประมวลผลและโอนเงินส่วนต่างคืนเข้าบัญชีเป๋าตังโดยตรงภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 วัน (T+3)
ระบบยังไม่รองรับบัตร Rabbit ในช่วงเริ่มต้น เนื่องจากข้อมูลจากการหารือร่วมกับธนาคารกรุงไทยระบุว่า ระบบธุรกรรมของบัตร Rabbit ยังไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ได้รับการรับรองข้อมูลจาก Visa หากในอนาคตมีการปรับปรุงและผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากล จึงจะเปิดให้เข้าร่วมระบบได้ต่อไป
แนวทางดูแลผู้โดยสารเด็กและผู้โดยสารสายสีเขียว
กลุ่มเด็กอายุ 7–15 ปี เนื่องจากกลุ่มนี้สามารถถือบัตรแมงมุม (MRT) ได้ แต่ยังไม่สามารถเปิดบัญชีเป๋าตังของตนเองได้ กระทรวงคมนาคมได้ประสานกับธนาคารกรุงไทย กำหนดให้ผู้ปกครองเป็นผู้ยืนยันตัวตน และนำบัตรแมงมุมของเด็กมาผูกเข้ากับบัญชีเป๋าตังของผู้ปกครอง เพื่อรับสิทธิการโอนเงินคืนเข้าบัญชี
นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า กรณีการไม่รองรับบัตร Rabbit ซึ่งพบว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่ที่เดินทางด้วยระบบรถไฟฟ้า มักใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เบื้องต้นกระทรวงฯ ได้หารือกับธนาคารกรุงไทยเพื่อเตรียมจัดทำช่องรับชำระพิเศษสำหรับผู้โดยสารที่จะแตะจ่าย EMV เพื่อเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียว พร้อมทั้งจะติดตั้งหัวอ่านบัตร EMV จำนวน 5 – 6 เครื่องต่อสถานี เพื่อลดความแออัด
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม


