ภาระหนี้ที่สะสมอยู่ทั่วโลก กำลังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ภายใต้คำเตือนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF

คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการ IMF ออกคำเตือนนี้เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ระหว่างการประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank 2026 ซึ่งประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

จอร์จีวา เรียกร้องให้รัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีหนี้สูง เร่งฟื้นฟูฐานะการคลังอย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องของการเพิ่มรายได้รัฐ ปรับการใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ และยกระดับการบริหารการเงินภาครัฐ ก่อนที่รอยร้าวทางการคลังจะลุกลามจนรับมือได้ยาก

คำเตือนนี้สะท้อนข้อจำกัดของการใช้หนี้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างต่อเนื่อง หากรัฐบาลมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ ก็ยังจำเป็นต้องกู้เงินมาชดเชยการขาดดุล แต่การกู้ยืมทำให้เกิดภาระดอกเบี้ย และหากรายได้หรือศักยภาพเศรษฐกิจไม่เติบโตเพียงพอ ภาระดังกล่าวก็จะเบียดบังงบประมาณสำหรับการพัฒนาประเทศ และการช่วยเหลือประชาชนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การก่อหนี้ไม่ได้เป็นปัญหาในตัวเองเสมอไป ประเด็นสำคัญอยู่ที่รัฐบาลนำเงินไปใช้ด้านใด และการใช้จ่ายนั้นๆ ช่วยสร้างรายได้ หรือเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในอนาคตได้คุ้มค่ากับต้นทุนหรือไม่ หากกู้มาเพื่อประคองสถานการณ์โดยไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ภาระก็อาจจะสะสม และส่งต่อไปยังคนในรุ่นถัดไป

สำคัญก็คือ หากกู้เงินมาแล้ว อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ภาระดอกเบี้ยก็ยิ่งกินสัดส่วนรายได้ของรัฐมาก และสัดส่วนในการดำเนินนโยบายเพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งใหม่ก็ยิ่งจะน้อยลงเท่านั้น

สำหรับประเทศไทย ประเด็นที่ควรพิจารณาควบคู่กันไปกับระดับของหนี้สาธารณะคือ ความสามารถในการจัดเก็บรายได้ ภาระดอกเบี้ย และคุณภาพของรายจ่ายภาครัฐ เพราะการมีหนี้อยู่ภายใต้เพดานเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะมีงบประมาณเพียงพอสำหรับทุกๆ ความจำเป็น

ส่วนภาระผูกพันที่รัฐอาจต้องรับผิดชอบในอนาคต ควรเปิดเผย และประเมินอย่างโปร่งใส โดยแยกให้ชัดเจนจากหนี้สาธารณะที่บันทึกอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เห็นความเสี่ยงทางการคลังอย่างครบถ้วน และไม่เกิดการนับซ้ำ

สาระสำคัญของคำเตือนในครั้งนี้จึงอยู่ที่การเร่งสร้างความเข้มแข็งทางการคลังตั้งแต่ยังมีเวลาปรับตัว ด้วยการเพิ่มรายได้อย่างเหมาะสม ลดรายจ่ายที่ไม่คุ้มค่า และรักษาการลงทุนที่จำเป็นต่ออนาคตของประเทศไว้

หากปล่อยให้หนี้และดอกเบี้ยสะสมต่อไป รัฐบาลอาจเหลือทางเลือกน้อยลงในวันที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด เช่นเดียวกันกับภาคเอกชน

อีกประเด็นที่ IMF ให้ความสำคัญในเรื่องหนี้สาธารณะคือ ประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว อาจเผชิญวงจรหนี้ที่ควบคุมได้ยาก หากต้องกู้เงินใหม่ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นในขณะที่รายได้ของรัฐและเศรษฐกิจเติบโตไม่ทัน จนกลายเป็นปัญหาต่อความสามารถในการชำระหนี้

กรรมการผู้จัดการ IMF อ้างถึงหนี้สาธารณะทั่วโลกอาจสูงเกินร้อยละ 100 ของ GDP โลกภายในปี 2573 ตัวอย่างเช่น ประเทศไทย เพดานหนี้สาธารณะปีนี้ อยู่ที่ร้อยละ 70 ปีหน้าอาจจำเป็นต้องขยับเพดานขึ้นอีกเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพิ่มขึ้น 

แต่ไม่ว่าหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ระดับใด ความสามารถในการชำระหนี้คือปัจจัยชี้ขาด และความสามารถนั้นขึ้นอยู่กับว่ารายได้ของรัฐและเศรษฐกิจจะเติบโตได้เร็วเพียงใด

ภายใต้คำเตือนเรื่องหนี้ท่วมโลกของกรรมการผู้จัดการ IMF ประเทศไทยน่าจะอยู่ในวิสัยที่แก้ไขได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการมีแผนที่ดีอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องมีการเมืองที่พร้อมตัดสินใจ และทำต่อเนื่องด้วย

อันที่จริง การเลือกงานที่จำเป็นต้องทำก่อน และทำให้ประชาชนเห็นผล การเปิดเผยผลประเมินโครงการลงทุน ลดงบที่ซ้ำซ้อน ช่วยคนเดือดร้อนให้ตรงกลุ่ม และปรับขั้นตอนราชการที่ทำให้ธุรกิจเสียเวลา อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้การเปลี่ยนแปลงยากๆ ทำได้ตามมา

สำคัญกว่านั้นคือ ถ้าการเมืองยังให้ความสำคัญกับการประคับประคองรัฐบาลมากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โอกาสที่จะปฏิรูปประเทศได้ครบถ้วนก็จะต่ำลง จึงไม่ควรใช้ความยากเป็นเหตุผลให้เลื่อนโครงการทุกเรื่องออกไป เพราะการชะลอโครงการลงทุนก็มีต้นทุน และอาจทำให้รัฐบาลชุดต่อไปเหลือทางเลือกน้อยกว่าเดิม

สิ่งที่ต้องเรียกร้องจากรัฐบาลจึงเป็นคำตอบที่ควรจับต้องได้ว่า ปีนี้จะเริ่มแก้ปัญหาใดก่อน ใครจะรับผิดชอบ และวัดผลอย่างไร ถ้ายังหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ ไม่ได้ ความหวังที่จะจัดการกับปัญหาระยะยาวก็ย่อมมีน้ำหนักน้อยลงตามไปด้วย