IMF คาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียปีนี้โตไม่ถึง 5 % จากผลกระทบของราคาพลังงาน แนะทุกประเทศเร่งสร้างกันชน และลดหนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับแรงกระแทก
การประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) เข้าสู่วันที่ 4 ของการเป็นเจ้าภาพโดยประเทศไทย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เปิดเผยรายงานการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งส่งสัญญาณชะลอตัวลงจากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงานโลก
IMF หั่นเป้าเศรษฐกิจเอเชียเหลือ 4.8% ชี้พึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง
รายงานของ IMF ระบุว่า เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวไม่ถึง 5% โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโตที่ระดับ 4.8% ก่อนจะชะลอตัวลงต่อเนื่องเหลือ 4.4% ในปีถัดไป ปัจจัยลบหลักมาจากแรงกระแทกของราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะสงคราม เนื่องจากภูมิภาคเอเชียพึ่งพาการนำเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 4.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
สัดส่วนการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่สูงดังกล่าว ส่งผลให้เอเชียมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไป จะกลายเป็นความเสี่ยงด้านลบที่มีนัยสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียรวมถึงประเทศไทย
ผู้นำ IMF เตือนภูมิคุ้มกันโลกเปราะบาง แนะเร่งคุมหนี้-เสริมเสถียรภาพคลัง
ขณะที่ในงานเสวนาเพื่อ “อภิปรายเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก การสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและพลวัตเพื่ออนาคต” นางคริสตินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF กล่าวว่า จากการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้ประกาศการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจโลกไปแล้วว่าจะเติบโตอยู่ที่ 3.1 % จากสภาวะราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์หนี้ของแต่ละประเทศที่ขึ้นรวมถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกมีการปรับตัวขึ้นลงแบบยืดยืดหยุ่น
นางจอร์เจียวา ระบุเพิ่มเติมว่า แม้หลายประเทศจะเริ่มนำเทคโนโลยี AI เข้ามาขับเคลื่อนผลิตภาพทางเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบัน “ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ” ของแต่ละประเทศเริ่มเปราะบางและรองรับวิกฤติได้สั้นลง จึงแนะนำให้รัฐบาลของแต่ละประเทศเร่งดำเนินการ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
เร่งสร้างกันชนทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับความไม่แน่นอน
ปรับลดภาระหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบวินัยการเงิน
เสริมสร้างฐานะทางการคลังให้แข็งแกร่ง เพื่อให้มีศักยภาพเพียงพอในการรับมือกับแรงกระแทกภายนอก
คลังไทยชูยุทธศาสตร์ช่วย SME รุกขยายการค้าอาเซียน
ด้าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ประเทศไทยในฐานะประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก ต้องเผชิญมรสุมหลายทิศทาง ทั้งราคาพลังงาน ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ และอัตราดอกเบี้ยสูง แต่สิ่งที่ที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ประเทศไทยฝ่าฟันพายุต่างๆเหล่านี้ไปได้คือการปรับ “แรงกระแทกให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ”
รัฐบาลไทยจึงมุ่งเน้นนโยบายยกระดับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลจะเข้าไปช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤติ
ในขณะที่ภาพรวมในเศรษฐกิจของอาเซียน ประเทศไทยมีสัดส่วนการค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียนเพียง 22 % ซึ่งถือว่ายังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากเมื่อเทียบกับตลาดยุโรป ท่ามกลางประชากรอาเซียนกว่า 700 ล้านคนที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งประเทศไทยจึงเตรียมใช้โอกาสนี้เร่งขยายการค้าภายในภูมิภาค ใช้ฐานลูกค้าและกลุ่มผู้บริโภคร่วมกัน ควบคู่ไปกับการขยายการค้าไปยังตลาดยุโรปเพิ่มขึ้น ซึ่งหลังจากการประชุมครั้งนี้เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริง
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม


