CEA ชูศักยภาพอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย มูลค่า 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จับมือ Netflix เพิ่มโอกาสเรื่องเล่าและทรัพย์สินทางปัญญาไทยเข้าถึงผู้ชมทั่วโลก พร้อมจัดทำแผนปี 2571–2575 วางยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจ พัฒนาคน และกระจายโอกาสสู่ภูมิภาค

เมื่อวันที่ 13  ต.ค. 69. นางสาวพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล กรรมการทำหน้าที่ประธานสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA กล่าวว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 8.78% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่การส่งออกสินค้าสร้างสรรค์มีมูลค่า 1.34 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญคือการนำศักยภาพที่มีอยู่มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากกว่าการผลิตผลงาน โดยต้องพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นสินทรัพย์ที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ ขยายธุรกิจ และสร้างโอกาสเติบโตในระดับนานาชาติ

โดยแนวทางดังกล่าวสะท้อนการปรับมุมมองต่อวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ จากสิ่งที่ต้องใช้งบประมาณสนับสนุน ไปสู่การเป็นทุนทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) เพื่อให้ผลงานสร้างสรรค์ต่อยอดเป็นธุรกิจและเข้าถึงตลาดได้หลากหลายมากขึ้นเพื่อวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว CEA อยู่ระหว่างจัดทำแผนปฏิบัติการเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ ปี 2571–2575 โดยกำหนดยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่


1. ผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป้าหมาย โดยเฉพาะคอนเทนต์ไทย สู่ตลาดโลก

2. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา และสนับสนุนการขยายธุรกิจ

3. พัฒนาบุคลากรควบคู่กับการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

4. กระจายโอกาสการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ

นางสาวพิมพ์ใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมคอนเทนต์เป็นหนึ่งในสาขาที่ CEA ให้ความสำคัญ เนื่องจากมีฐานผู้ประกอบการและบุคลากรที่สามารถรองรับการเติบโตได้ โดยมีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GVA) 3.82 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 7.88% ของภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีผู้ประกอบการมากกว่า 32,000 ราย และบุคลากรทักษะสูงประมาณ 150,000 คน ครอบคลุมธุรกิจภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน และเกม

"CEA จึงร่วมมือกับ Netflix ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มคอนเทนต์ระดับโลก เพื่อเพิ่มโอกาสให้เรื่องราวและทรัพย์สินทางปัญญาของไทยเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของเรื่องเล่าท้องถิ่นในการต่อยอดสู่ตลาดสากล และการพัฒนาคอนเทนต์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ"


โดยความร่วมมือครั้งนี้ยังสอดคล้องกับการที่กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) จัดให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย (Industries of the Future) ร่วมกับอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ บริการดิจิทัล และเกษตรและอาหาร

ทั้งนี้กลุ่มธนาคารโลกประเมินว่า อุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นสาขาที่ไทยมีความได้เปรียบและมีศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพ ดึงดูดการลงทุน และสร้างงานที่มีคุณภาพ สะท้อนโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้มีบทบาทต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมากขึ้น