วงเสวนา IMF-World Bank ชี้เศรษฐกิจไทยจ่อติดหล่ม 2% ดันรัฐเลิกอุ้ม Zombie SME ขุนคลังเตือนเร่งอัปสกิลคนไทยรับคลื่นลงทุน FDI ใหม่ ก่อนพลาดโอกาสสำคัญ ท่ามกลางจีดีพีที่ลดระดับลงต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 13 ต.ค.2539 ระหว่างการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 (2026 IMF-World Bank Annual Meetings) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการจัดเสวนาพิเศษ “Thailand Special Seminar: Bangkok 1991-2026: Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth” ย้อนมองเส้นทางเศรษฐกิจไทยตลอด 35 ปี พร้อมวางโจทย์การเติบโตรอบใหม่ของประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ร่วมเสวนากับ นายเคนจิ โอกามูระ รองกรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ธนาคารโลก, นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานมูลนิธิสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ และนายสุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยร่วมกันย้อนมองเส้นทางเศรษฐกิจไทยนับตั้งแต่ที่เคยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank ครั้งแรกเมื่อปี 2534 จนถึงปี 2569
ประเด็นสำคัญของการสัมมนาในครั้งนี้ นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ได้ชี้ให้เห็นปัญหาของภาคอุตสาหกรรมไทยว่า ปัจจุบันอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ในระดับ 60% มาโดยตลอด สะท้อนว่ามีโรงงาน เครื่องจักร และกิจการจำนวนมากที่ขาดประสิทธิภาพ ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องยอมรับความจริงและเปิดทางให้ “Zombie SMEs” หรือธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ออกจากระบบอย่างเป็นระเบียบ เพื่อเปิดพื้นที่และถ่ายโอนทรัพยากรไปสู่ “Firm of the Future” หรือธุรกิจแห่งอนาคต
สอดรับกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ที่ระบุว่า ระบบการเงินและภาครัฐไม่สามารถช่วยเหลือ SME ได้ทุกรายอีกต่อไป เห็นได้ว่า ยอดคงค้างสินเชื่อ SME ปรับลดลงต่อเนื่องยาวนานถึง 16 ไตรมาสติดต่อกัน โดยไตรมาสล่าสุดติดลบ 4.4% สวนทางกับสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังขยายตัวได้ 6% ขณะที่ข้อมูลยังระบุว่า แม้แต่กลุ่ม SME ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก ก็เข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% เท่านั้น ชี้ชัดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่สภาพคล่องในระบบธนาคาร แต่อยู่ที่ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเศรษฐกิจจริง ทำให้ ธปท. ต้องปรับแนวทางมาเลือกสนับสนุนเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพแข่งขันได้จริง
ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้ฉายภาพยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจระลอกใหม่ (Next Takeoff) โดยเปรียบเทียบคลื่นเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ยุคใหม่ว่า เหมือนกับ รถไฟความเร็วสูงขบวนใหม่ที่กำลังเข้าเทียบชานชาลา แต่มีห้องและประตูเปิดรับอย่างจำกัด ในขณะที่มีประชาชนคนไทยยืนรออยู่บนชานชาลาเป็นจำนวนมาก โจทย์ใหญ่ของประเทศคือการเร่งเปิดประตูให้คนไทยและ SME เข้าไปอยู่ในขบวนรถไฟนี้ให้ได้ ผ่านโครงการ SkillBridge ดึงเงินลงทุนต่างชาติเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาค ทั้งลำพูน นครราชสีมา และสงขลา เพื่ออัปสกิลแรงงานป้อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการสังคายนากฎหมาย เช่น การปลดล็อกใบอนุญาตทำงานของผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เพื่อเปิดรับบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลกเข้ามาร่วมพัฒนาประเทศ
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค วงเสวนาได้สะท้อนความย้อนแย้งตลอด 35 ปี นับตั้งแต่ปี 1991 สู่ปี 2026 โดยนายเอกนิติชี้ว่า ปัจจุบันไทยมีเสถียรภาพทางการเงินและการคลังระดับแนวหน้า มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงเกือบ 3 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่เพียง 2.4% ต่ำกว่าสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ที่ 5% จนได้รับการปรับมุมมองความน่าเชื่อถือเป็นมีเสถียรภาพ ขณะที่นายวิทัยได้สะท้อนภาพภาคเศรษฐกิจจริงว่า อัตราการเติบโต (GDP) กลับลดระดับลงเป็นขั้นบันไดหลังผ่านพ้นวิกฤตแต่ละรอบ จากเดิมที่เคยเติบโตเกิน 7% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ได้ลดลงเหลือเฉลี่ย 5.3% หลังปี 2540 ชะลอลงสู่ 3.5% หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และลดลงเหลือเฉลี่ยเพียง 2.4% หลังโควิด-19 โดยปีนี้คาดว่าจะโตได้เพียง 2.1–2.3% เท่านั้น
ทั้งนี้ การชะลอตัวดังกล่าวเป็นผลจากกับดักเชิงโครงสร้าง ทั้งสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง และผลิตภาพต่ำ ทำให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่า เสถียรภาพทางการเงินเพียงลำพังไม่สามารถสร้างการเติบโตได้ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องประสานนโยบายการเงินและการคลังอย่างมีวินัย ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการเพิ่มขีดความสามารถของสถาบันอย่างจริงจัง ก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะติดหล่มความถดถอยอย่างถาวร
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม


