เป็นเรื่องน่ายินดีของรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง กับธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) เมื่อ ฟิทช์ บริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้ง ยกเศรษฐกิจไทยขึ้นเหนือแนวโน้มเชิงลบสู่ระดับ “มีเสถียรภาพ” สะท้อนให้เห็นว่า หนี้รัฐเริ่มทรงตัว
ฟิทช์ เรตติ้ง ประกาศเมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า นักเศรษฐศาสตร์ของ ฟิทช์ ได้ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” พร้อมกับคงอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของประเทศไทยทั้งสกุลเงินต่างประเทศ และสกุลเงินบาทไว้ที่ระดับ BBB+ ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่สามารถลงทุนได้ หรือ Investment Grade
ฟิทช์ ยังคงอันดับเครดิตระยะสั้นไว้ที่ F1 และคงเพดานอันดับเครดิตประเทศ หรือ Country Ceiling ไว้ที่ระดับ “A-”
การปรับแนวโน้มกลับมาที่ “มีเสถียรภาพ” หมายความว่าช่วงประมาณ 1-2 ปีข้างหน้า ฟิทช์ ยังไม่เห็นแรงกดดันมากเพียงพอที่จะปรับลดอันดับเครดิตไทย หากสถานการณ์เศรษฐกิจ การคลัง และการเมืองดำเนินไปตามที่คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม การปรับแนวโน้มครั้งนี้ ไม่ใช่การปรับเพิ่มอันดับเครดิต เพราะอันดับหลักยังคงอยู่ที่ BBB+ เช่นเดิม
เหตุผลสำคัญที่แนวโน้มเครดิตไทยดีขึ้น
ฟิทช์ ระบุว่า การปรับแนวโน้มเครดิตไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” มาจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นว่า สัดส่วนหนี้ภาครัฐต่อ GDP มีแนวโน้มทรงตัวในระยะปานกลางแทนที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลัง
ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และผลกระทบจากวิกฤตพลังงานได้ดีกว่าที่คาดไว้ แรงกดดันจากภาวะเงินฝืดเริ่มลดลง และความชัดเจนของนโยบายภาครัฐดีขึ้นภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปในเดือน ก.พ. 69 ที่ผ่านมา รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่เป็นไปอย่างราบรื่น
การมีรัฐบาลที่สามารถดำเนินนโยบายได้ต่อเนื่อง ช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในระยะสั้นได้ แม้ว่า ฟิทช์ ยังมองว่า การเมืองไทยมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง และอาจกลับมาเกิดความขัดแย้งได้อีกในอนาคต
จุดแข็งของเครดิตประเทศไทย
อันดับ BBB+ ของไทยได้รับแรงสนับสนุนจากฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง และประเทศไทยยังมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศสุทธิ ซึ่งช่วยรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย และความเสี่ยงจากต่างประเทศได้ดี
ระบบเศรษฐกิจมหภาคของไทยมีกรอบนโยบายที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดจนธนาคารพาณิชย์ที่มีเงินกองทุน และสภาพคล่องอยู่ในระดับรองรับความเสี่ยงได้
อีกจุดแข็งหนึ่งคือ โครงสร้างหนี้รัฐบาลส่วนใหญ่เป็นหนี้สกุลบาท มีอายุคงเหลือเฉลี่ยค่อนข้างยาว และอาศัยฐานนักลงทุนภายในประเทศเป็นสำคัญ จึงช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและการถอนเงินทุนจากต่างชาติอย่างฉับพลันได้
พูดได้ว่า แม้ระดับหนี้ภาครัฐของไทยจะสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 แต่โครงสร้างการกู้ยืมยังค่อนข้างมั่นคง และรัฐบาลยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในประเทศได้โดยไม่มีปัญหารุนแรง
หนี้ภาครัฐมีแนวโน้มทรงตัว แต่พื้นที่การคลังจำกัด
ฟิทช์ มองว่า การขาดดุลงบประมาณของไทยจะค่อยๆ ลดลง โดยรัฐบาลตั้งเป้าขาดดุลเงินสดของรัฐบาลกลางไว้ประมาณ 4.4% ของ GDP ในปีงบประมาณ 69 และลดลงเหลือ 3.9% ในปีงบประมาณ 70
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามนิยามบัญชีของฟิทช์ ซึ่งแตกต่างจากการคำนวณแบบเงินสดของรัฐบาล ฟิทช์คาดการณ์ว่า การขาดดุลภาครัฐโดยเฉลี่ยในช่วงปีงบประมาณ 69-70 จะอยู่ที่ 3.1% ของ GDP
ทิศทางดังกล่าว ช่วยให้สัดส่วนหนี้ภาครัฐต่อ GDP มีโอกาสทรงตัวในระยะปานกลาง แต่ภาระหนี้ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศที่มีอันดับเครดิตใกล้เคียงกัน อีกทั้งรัฐบาลยังต้องรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการ สังคมสูงวัย สุขภาพ และมาตรการพยุงค่าครองชีพ
ดังนั้นการที่หนี้เริ่มทรงตัว ไม่ควรถูกตีความว่า ไทยหมดปัญหาการคลังแล้ว แต่หมายความว่าความเสี่ยงที่หนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ลดลงจากที่ฟิทช์เคยกังวลเมื่อปรับแนวโน้มเครดิตเป็นเชิงลบในปี 68
การลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยี ช่วยชดเชยวิกฤตพลังงาน
ฟิทช์ คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ราว 2.3% ในปี 69 ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ระดับ 2.4% แม้จะต้องเผชิญกับราคาพลังงานสูงขึ้น และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอ่อนแรงกว่าที่คาดไว้
แต่การสนับสนุนสำคัญมาจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์ข้อมูล ระบบคลาวด์ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล รวมถึงการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี การลงทุนเหล่านี้ช่วยชดเชยผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน และอุปสงค์ในภาคเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมที่ชะลอลง
กระนั้นก็ตาม ความท้าทายอยู่ที่ว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ AI ให้กลายเป็นรายได้ การจ้างงานทักษะสูง และการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงการยกระดับผู้ประกอบการไทยได้มากน้อยเพียงใด หากการลงทุนเหล่านั้นใช้ไฟฟ้า และทรัพยากรอื่นๆ จำนวนมาก แต่เชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศได้น้อย ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจอาจต่ำกว่าที่คาดหวังไว้
เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบ ลดความกังวลเรื่องเงินฝืด
แรงกดดันด้านราคาของไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ฟิทช์ ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยตั้งแต่เดือน เม.ย. 69 อยู่ที่ประมาณ 2.5% หลังจากประเทศไทยเคยเผชิญภาวะเงินฝืดประมาณ 0.9% ในเดือน ก.พ.
ฟิทช์ เชื่อว่า เงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% ไปจนถึงสิ้นปี 71 จึงประเมินว่าแบงก์ชาติอาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ประมาณ 1% ได้
หนี้ครัวเรือน และสินเชื่อ ยังเป็นความเสี่ยง
หนี้ครัวเรือนไทย ยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 85.9% ของ GDP แม้จะลดลงจากระดับสูงสุดที่ 95.5% ในไตรมาสแรกของปี 64 หลังจากที่หนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงการระบาดของโควิด-19
ระดับหนี้ที่ลดลงถือเป็นพัฒนาการเชิงบวก แต่ภาระหนี้ยังจำกัดกำลังซื้อของครัวเรือน และทำให้การบริโภคฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย ผู้ประกอบการรายย่อย และลูกหนี้ที่มีต้นทุนทางการเงินสูง
ฟิทช์ ยังประเมินว่า ระบบธนาคารไทยโดยรวมยังมีความมั่นคง เงินกองทุน และเงินสำรองอยู่ในระดับค่อนข้างสูง แต่ต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อของครัวเรือนและธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมอย่างใกล้ชิด
การเมืองมีเสถียรภาพขึ้นในระยะสั้นแต่ธรรมาภิบาล ยังเป็นข้อจำกัด
ฟิทช์ มองว่า ความคาดการณ์ในนโยบายของรัฐบาลดีขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอ ลดความเสี่ยงที่นโยบายสำคัญจะหยุดชะงักหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างฉับพลันได้ในระยะใกล้
อย่างไรก็ตาม ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ความต่อเนื่องของนโยบาย และประสิทธิภาพของสถาบันรัฐยังเป็นข้อจำกัดต่ออันดับเครดิต รวมถึงอาจส่งผลต่อความสามารถในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และการรักษาวินัยทางการคลังในระยะยาว
ประเด็นนี้ สะท้อนว่า ตลาด และสถาบันจัดอันดับเครดิต ไม่ได้พิจารณาเฉพาะตัวเลข GDP หรือหนี้สาธารณะเท่านั้น แต่ยังพิจารณาความสามารถของรัฐบาลในการกำหนดนโยบาย การดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องให้แก่ประชาชน และนักลงทุนด้วย
อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมมองหนึ่ง ฟิทช์ ยังคงอันดับเครดิตของไทยไว้ที่ระดับ BBB+ สะท้อนว่า ประเทศไทยยังไม่ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจเติบโตค่อนข้างต่ำ หนี้ภาครัฐ และหนี้ครัวเรือนยังสูง และคุณภาพของธรรมาภิบาลยังเป็นจุดอ่อน
และแม้อันดับเครดิตจะอยู่ในระดับน่าลงทุน แต่ภารกิจสำคัญของรัฐบาลไทยต่อจากนี้ คือ การทำให้หนี้ลดลงอย่างยั่งยืน เปลี่ยนการลงทุนด้านเทคโนโลยีให้สามารถสร้างรายได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นแทนที่จะใช้ทรัพยากรของประเทศที่อาจทำให้การขยายตัวของ GDP ลดลง พร้อมๆ กันก็ต้องยกระดับธรรมาภิบาลให้เป็นความเชื่อมั่นให้จงได้ด้วย
หากทำได้ ประเทศไทยจะมีโอกาสขยับอันดับเครดิตจาก BBB+ ไปสู่การปรับเพิ่มเครดิตในอนาคต
ให้เวลากับกระทรวงการคลัง และแบงก์ชาติ อีกสักระยะอย่างต่อเนื่องกันเถอะ