การเคหะแห่งชาติเร่งช่วยผู้อยู่อาศัย 4.8 แสนคนใน 57 โครงการที่ถูกน้ำท่วม ชูพื้นที่วิกฤต ร่มเกล้า-คลองจั่น-บึงกุ่ม ลุยตั้งศูนย์ประสานงาน โรงครัว และจัดรถทหารรับส่งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ติดตามสถานการณ์และดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง เร่งยกระดับการช่วยเหลือใน 57 โครงการ ครอบคลุมประมาณ 160,000 หน่วย หรือผู้อยู่อาศัยราว 480,000 คน พร้อมจัดลำดับความช่วยเหลือตามความรุนแรงของสถานการณ์ เร่งดำเนินการในพื้นที่วิกฤตก่อน ได้แก่ เคหะชุมชนร่มเกล้า เคหะชุมชนคลองจั่น และบ้านเอื้ออาทรบึงกุ่ม พร้อมระดมเจ้าหน้าที่และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือและดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการดำรงชีวิตของประชาชนเป็นหลัก


นายทวีพงษ์ เปิดเผยว่า กคช. ได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างวันที่ 25–26 กันยายน 2569 พบโครงการที่ได้รับผลกระทบรวม 57 โครงการ ประมาณ 160,000 หน่วย หรือผู้อยู่อาศัยราว 480,000 คน แบ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมรุนแรง 18 โครงการ กระทบประชาชนประมาณ 232,200 คน และพื้นที่น้ำขังรอการระบายหรือน้ำท่วมเล็กน้อย 39 โครงการ กระทบประชาชนประมาณ 248,000 คน กคช. จึงบริหารจัดการความช่วยเหลือตามระดับความรุนแรงและความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ โดยขณะนี้เคหะชุมชนร่มเกล้า เคหะชุมชนคลองจั่น และบ้านเอื้ออาทรบึงกุ่ม เป็นพื้นที่ที่ต้องเร่งดำเนินการเป็นลำดับแรก ขณะที่โครงการอื่นยังคงมีเจ้าหน้าที่ติดตามระดับน้ำ ประเมินความเสี่ยง และเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือทันที หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง


สำหรับมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน กคช. ได้จัดตั้ง “ศูนย์ประสานงาน” เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ รับแจ้งปัญหา และประสานความช่วยเหลือให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเปิด “โรงครัว” ที่วัดบางเตยเป็นการชั่วคราว เนื่องจากยังไม่สามารถเข้าพื้นที่บางจุดได้ เพื่อประกอบอาหารสนับสนุนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งจัดเตรียม “ถุงยังชีพ” ซึ่งประกอบด้วยสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับการอุปโภคและบริโภค เพื่อเตรียมส่งมอบให้แก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและบรรเทาผลกระทบต่อการดำรงชีวิตในช่วงสถานการณ์อุทกภัย นอกจากนี้ กคช. ยังจัดชุดช่างอาสาเตรียมเข้าตรวจสอบและดูแลระบบไฟฟ้าและประปาในพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและดูแลระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมทั้งประสานรถทหารเพื่อสนับสนุนการเดินทาง รับ–ส่ง และเข้าช่วยเหลือประชาชนในบริเวณที่มีระดับน้ำสูงหรือรถทั่วไปสัญจรได้ยาก

ควบคู่กันนั้น เจ้าหน้าที่ กคช. ยังคงเร่งสูบและระบายน้ำ เปิดทางน้ำในจุดที่จำเป็น จัดเตรียมพื้นที่รองรับกรณีฉุกเฉิน เพิ่มไฟส่องสว่างในจุดเสี่ยง และแจ้งเส้นทางเข้า–ออกที่ปลอดภัย โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับผู้สูงอายุ ผู้ป่วย เด็ก ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือหรือเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที

“ขณะนี้เราต้องจัดลำดับความช่วยเหลือตามความเร่งด่วนของสถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงต้องเร่งดำเนินการก่อน ขณะเดียวกันทั้ง 57 โครงการยังต้องได้รับการติดตามและดูแลอย่างต่อเนื่อง หากพื้นที่ใดมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลง เราต้องพร้อมส่งกำลังและความช่วยเหลือเข้าไปทันที”

ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า การช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์อุทกภัยไม่ใช่เพียงการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัยตลอดช่วงที่ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น การเดินทางเข้า–ออกพื้นที่ และการเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน

“เราต้องทำให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม คนที่เดินทางออกจากพื้นที่ลำบากต้องมีรถช่วยรับ–ส่ง ผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องมีอาหารและสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และระบบไฟฟ้าหรือประปาที่ได้รับผลกระทบต้องมีทีมช่างพร้อมเข้าไปดูแล โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางต้องได้รับการดูแลเป็นลำดับแรก”


สำหรับภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย กคช. เตรียมเร่งสำรวจความเสียหายของที่อยู่อาศัยและพื้นที่ส่วนกลาง ตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า ประปา ระบบระบายน้ำ และสาธารณูปโภค พร้อมเร่งฟื้นฟูและทำความสะอาดพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

พร้อมกันนี้ กคช. จะนำข้อมูลจุดเสี่ยงและปัญหาที่พบจากสถานการณ์ครั้งนี้มาวิเคราะห์และปรับปรุงแนวทางป้องกัน ตลอดจนมาตรการลดผลกระทบจากอุทกภัยในระยะต่อไป เพื่อเพิ่มความพร้อมของโครงการและชุมชนในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินในอนาคต

“ภารกิจของการเคหะแห่งชาติไม่ใช่เพียงทำให้น้ำลด แต่ต้องทำให้ประชาชนผ่านช่วงวิกฤตไปได้อย่างปลอดภัย และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย บ้านและชุมชนต้องกลับมาใช้ชีวิตได้โดยเร็วที่สุด เราจะทำงานร่วมกับชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น และทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนในจุดที่ต้องการมากที่สุด” นายทวีพงษ์กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) แสดงความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วย เด็ก ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง พร้อมติดตามการให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานในสังกัดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและทันท่วงที.

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม