กระทรวงคมนาคมเดินหน้าแผนฟื้นฟู ขสมก. เตรียมเปลี่ยนรถเมล์เป็นรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 2,320 คัน ภายในปี 2570 พร้อมกำหนดอัตราค่าโดยสารเริ่มต้น 15 บาท เล็งหารือกระทรวงการคลังออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย มั่นใจช่วยลดต้นทุนพลังงานและซ่อมบำรุง ตั้งเป้าแก้หนี้สะสม 1.5 แสนล้านบาท
ลุยเปลี่ยนรถเมล์ ขสมก. เป็น EV เต็มรูปแบบปี 2570
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เผยถึงความคืบหน้าแผนการเดินหน้าเปลี่ยนรถโดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. จากรถระบบสันดาป ทั้งน้ำมันและก๊าซ เป็นรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า หรือ EV ว่า รถเมล์ EV ชุดแรกจำนวน 1,520 คัน จะทยอยส่งมอบในปี 2570
โดยกำหนดไทม์ไลน์การส่งมอบรถเมล์ EV ลอตแรกของ ขสมก. จำนวน 1,520 คัน และเป้าหมายการเปลี่ยนผ่าน ดังนี้
- มีนาคม 2570 ส่งมอบรถ EV 500 คันแรก
- เมษายน 2570 ส่งมอบรถ EV ลอตที่ 2 จำนวน 500 คัน
- พฤษภาคม 2570 ส่งมอบรถ EV ลอตที่ 3 จำนวน 520 คัน
รับมอบรถครบ 1,520 คันตามแผนระยะแรก
ทั้งนี้จะผลักดันจัดหาเพิ่มอีก 800 คัน เพื่อเป้าหมายการเปลี่ยนผ่าน ขสมก. สู่การใช้รถ EV เต็มรูปแบบ 100% ในปี 2570 ซึ่งจะช่วยลดทั้งมลพิษทางอากาศ และลดภาระต้นทุนด้านพลังงานที่ผันผวนน้อยกว่าน้ำมัน
โดยการเปลี่ยนมาใช้รถ EV นอกจากลดการปล่อยมลพิษแล้ว ยังช่วยลดภาระต้นทุนของ ขสมก. โดยเฉพาะค่าซ่อมบำรุงและต้นทุนพลังงาน เนื่องจากรถส่วนหนึ่งเป็นระบบเช่า ซึ่งเมื่อรถมีปัญหาไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระการซ่อมในลักษณะเดิม ขณะที่ต้นทุนพลังงานไฟฟ้ามีความผันผวนน้อยกว่าน้ำมันและก๊าซ
เคาะค่าโดยสาร 15 บาท เตรียมหารือคลังอุ้มผู้มีรายได้น้อย
สำหรับการปรับเปลี่ยนเป็นรถ EV แบบปรับอากาศ จะส่งผลให้มีการปรับโครงสร้างอัตราค่าโดยสาร โดยเริ่มต้นที่ 15 บาท จากเดิมรถเมล์ร้อนเริ่มต้นที่ 8 บาท อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน นายพิพัฒน์ ระบุว่า กระทรวงคมนาคมกำลังหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อออกแบบกลไกช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดย ขสมก. กำลังรวบรวมข้อมูลการใช้บริการเพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือให้ตรงจุดที่สุด
"บทบาทของ ขสมก. และระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรจากประชาชน แต่ต้องทำหน้าที่ให้บริการและช่วยลดภาระค่าเดินทาง ขณะเดียวกันการลดต้นทุนการดำเนินงาน จะช่วยลดจำนวนเงินที่ภาครัฐต้องเข้ามาอุดหนุนในอนาคต" นายพิพัฒน์ ระบุ
กางแผนประมูลรถเมล์ใหม่ 2,320 คัน ทยอยโละรถเก่า
ด้านนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. ระบุว่า เตรียมเปิดประมูลจัดหารถโดยสารใหม่ 2,320 คัน ช่วงต้นปีงบประมาณ 2570 หรือประมาณเดือนตุลาคม 2569 ถึงมกราคม 2570 วงเงินประมาณ 8,400 ล้านบาท เพื่อทยอยทดแทนรถเก่าที่มีต้นทุนซ่อมบำรุงสูง ทั้งรถครีมแดง ครีมน้ำเงิน และรถส้มแดวู
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนรถจะไม่ใช่การปลดรถเก่าทั้งหมด โดย ขสมก.จะนำรถที่ยังมีสภาพดีมาให้บริการต่อ ทั้งรถ NGV สีส้ม 323 คัน และรถ Hino 486 คัน ขณะที่ความต้องการใช้รถในระบบอยู่ที่ประมาณ 3,000 คัน
หั่นต้นทุนซ่อมบำรุง-เชื้อเพลิง 4 พันล้านต่อปี
จากการประเมินของ ขสมก. หากรถโดยสารล็อตใหม่เข้ามาให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ จะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายขององค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่
ค่าเหมาซ่อมบำรุง ลดลงจากเดิมที่ประมาณ 1,800–2,000 ล้านบาทต่อปี เหลือเพียงประมาณ 1,500 ล้านบาทต่อปี
ต้นทุนเชื้อเพลิง ลดลงประมาณ 60% จากปัจจุบันที่เกือบ 2,000 ล้านบาทต่อปี เหลือราว 800 ล้านบาทต่อปี
ภาพรวมคาดว่าจะสามารถลดภาระต้นทุนการดำเนินงานได้เกือบ 4,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาผลขาดทุนเฉลี่ยที่สูงถึง 7,000–8,000 ล้านบาทต่อปีในปัจจุบัน
นอกจากการปรับกองรถแล้ว ขสมก.ยังเตรียมปรับโครงสร้างบุคลากร โดยจะ Upskill และ Reskill พนักงานเก็บค่าโดยสาร ให้สามารถทำหน้าที่พนักงานขับรถได้ เพื่อรองรับรูปแบบการเดินรถใหม่ และลดต้นทุนบุคลากรในระยะยาว
ลุยแก้หนี้สะสม 1.5 แสนล้าน
ส่วนด้านฐานะการเงิน ขสมก.ยังมีหนี้สะสมประมาณ 1.5 แสนล้านบาท อยู่ระหว่างบริหารโครงสร้างหนี้ โดยมีการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน เพื่อลดภาระดอกเบี้ย โดยมีเป้าหมายของการปรับทั้ง กองรถ ต้นทุน บุคลากร และโครงสร้างหนี้ คือการลดภาระทางการเงินขององค์กร และผลักดันให้ EBITDA ซึ่งสะท้อนผลการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย กลับมาอยู่ที่ระดับศูนย์ภายในปี 2573
สำหรับการประมูลรถใหม่ ขสมก. ระบุว่าจะเปิดให้ผู้แทนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเข้าร่วมสังเกตการณ์ เพื่อสร้างความโปร่งใส และตั้งเป้าประกอบและทยอยส่งมอบรถได้ภายในช่วงปลายปี 2570
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม