“กรมศุลกากร” แถลงผลงานจัดเก็บ กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้านบาท จับตาการนำเข้าทอง ทะลุ 53% ทำให้ไทยขาดดุลเงินตรา “คลัง-ธปท.”เกาะติดกำกับดูแลใกล้ชิด
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า การทำงานของกรมศุลกากรผ่านกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” ผ่าน 3 บทบาทสำคัญ ได้แก่ 1. เป็นผู้จัดเก็บรายได้รัฐ สร้างกลไกการจัดเก็บรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม 2. ผู้ปกป้องสังคม คุ้มครองความปลอดภัย สังคม และความมั่นคงของประเทศ และ 3 .ผู้ส่งเสริมการค้า ใช้มาตรการทางศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
โดยในส่วนการจัดเก็บรายได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 21 กันยายน 2569 การค้าระหว่างประเทศของไทยมีมูลค่ากว่า 24 ล้านล้านบาท โดยกรมศุลกากรสามารถจัดเก็บรายได้รวม 631,411 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 57,024 ล้านบาท หรือ 9.9% เป็นรายได้ศุลกากร 112,528 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 1,358 ล้านบาท หรือ 1.2% และจัดเก็บรายได้แทนหน่วยงานอื่น รวม 518,883 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 55,666 ล้านบาท หรือ 12% โดยจัดเก็บแทนกรมสรรพากร 411,131 ล้านบาท กรมสรรพสามิต 56,428 ล้านบาท และกระทรวงมหาดไทย 51,324 ล้านบาท
ส่วนการจัดเก็บจัดเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งสามารถจัดเก็บรายได้กว่า 8,000 ล้านบาท อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเป็นธรรม และช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการค้าให้ผู้ประกอบการรายย่อยภายในประเทศได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น
ส่อง 5 สินค้านำเข้าสูงสุด "ทองคำ" พุ่งทะยาน 53%
“การจัดเก็บภาษีได้ทะลุ 631,411 ล้านบาท เป็นผลจากการมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยมีมูลค่ากว่า 24 ล้านล้านบาท และเชื่อว่าทั้งปีจะทะลุ 25 ล้านล้านบาท โดยการนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าสูง 5 อันดับ ได้แก่
วงจรรวมอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่า 1.74 ล้านล้านบาท
น้ำมันดิบ มูลค่า 1.08 ล้านล้านบาท
ทองคำ มูลค่า 901,114 ล้านบาท
อุปกรณ์สื่อสารและส่วนประกอบ มูลค่า 536,956 ล้านบาท
ก๊าซธรรมชาติ มูลค่า 294,081 ล้านบาท
สำหรับสินค้าที่น่าจับตามองคือ ทอง ที่เติบโต 53% ทำให้ไทยขาดดุลเงินตรา ซึ่งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ได้เร่งหาแนวทางการกำกับดูแลอุตสาหกรรมทองในประเทศ ส่วนจะมีการจัดเก็บภาษีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันมีหลายประเทศเริ่มจัดเก็บภาษีทอง เช่น อินเดีย จัดเก็บ 15 % มาเลเซีย 10%
สำหรับบทบาทด้านการปกป้องสังคม กรมศุลกากรได้บังคับใช้กฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง โดยสามารถจับกุมและตรวจยึดสินค้าผิดกฎหมาย รวมทั้งตรวจพบการกระทำความผิดกรณีหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร รวม 58,705 คดี คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 4,750 ล้านบาท โดยมีผลงานสำคัญในการสกัดกั้นยาเสพติดประเภทต่าง ๆ อาทิ ไอซ์ เฮโรอีน ยาบ้า เคตามีน และโคเคน รวม 282 คดี ปริมาณกว่า 1,221.14 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 1,488 ล้านบาท ตลอดจนการตรวจยึดบุหรี่ผิดกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง รวม 3,519 คดี จำนวนกว่า 94 ล้านชิ้น มูลค่ารวมกว่า 530 ล้านบาท
นอกจากนี้ กรมศุลกากรได้เพิ่มบทลงโทษกรณีลักลอบส่งออกกัญชาและการนำเข้า-ส่งออกสินค้าปลอมแปลงถิ่นกำเนิด เพื่อยับยั้งและป้องปรามการกระทำความผิด ตลอดจนรักษาภาพลักษณ์ของประเทศและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้า ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ภารกิจของกรมศุลกากรมิได้จำกัดอยู่เพียงการจัดเก็บรายได้ หากยังมีบทบาทสำคัญในฐานะด่านหน้าในการปกป้องประชาชน สังคม และความมั่นคงของประเทศอีกด้วย
สำหรับบทบาทด้านการส่งเสริมการค้า กรมศุลกากรได้นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้พัฒนาระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรองสินค้า ลดการเปิดตรวจในกรณีที่มีความเสี่ยงต่ำ และมุ่งใช้ทรัพยากรในการตรวจสอบสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างตรงเป้าหมาย ขณะเดียวกัน กรมศุลกากรได้ร่วมขับเคลื่อนการค้าและเศรษฐกิจของประเทศผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยดำเนินโครงการสำคัญหลายด้าน อาทิ การปรับปรุงระบบ Thailand National Single Window เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว ควบคู่กับการพัฒนาระบบ
สั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Delivery Order: e-D/O) และโครงการ Customs e-Invoicing Plus เพื่อลดขั้นตอนและภาระของผู้ประกอบการ ตลอดจนวางรากฐานระบบนิเวศทางการค้าดิจิทัลของประเทศ นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังได้พัฒนาระบบถ่ายลำสินค้าทางเรือแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินพิธีการ พร้อมปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรือที่ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางแม่น้ำที่บรรจุของขาออก (เรือเฉพาะเขต) ให้สามารถแวะรับตู้คอนเทนเนอร์เพื่อส่งออกทางท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า รวมถึงการยกระดับการให้บริการระบบ Tariff e-Service รูปแบบใหม่และบริการอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการศุลกากรได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส อันเป็นการลดต้นทุนทางการค้าและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
กรมศุลกากรเดินหน้าพัฒนาสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเตรียมนำระบบ AI-Driven Risk Management มาใช้สนับสนุนการคัดกรองและตรวจสอบสินค้าให้มีความแม่นยำและตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการใช้ดุลพินิจ ลดความจำเป็นในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ และลดความเสี่ยงต่อการทุจริตและการเรียกรับผลประโยชน์ อันจะนำไปสู่การยกระดับ
การอำนวยความสะดวกทางการค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและรองรับรูปแบบการค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันกรมศุลกากรยังให้ความสำคัญกับการยกระดับธรรมาภิบาลขององค์กร เพื่อสนับสนุน
สำหรับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี พ.ศ. 2571 โดยได้ปรับปรุงระเบียบกรมศุลกากรว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและรางวัล เพื่อยกเลิกสิทธิการรับเงินรางวัลของผู้บริหารระดับสูง พร้อมเดินหน้าผลักดันการยกเลิกสิทธิการรับเงินรางวัลของพนักงานศุลกากรทุกระดับ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ลดความเสี่ยงจากผลประโยชน์ทับซ้อนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาระบบศุลกากรไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และพร้อมรองรับการค้าโลกในอนาคต
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม