ม.หอการค้าไทย เผยหนี้ครัวเรือนปี 69 พุ่งทุบสถิติ แบกภาระเฉลี่ยเกือบ 8 แสนบาทต่อครัวเรือน ต้องผ่อนเดือนละกว่า 2 หมื่น ชี้สาเหตุหลักรายได้ไม่พอจ่าย ค่าครองชีพสูง

หนี้ครัวเรือน 2569 ทุบสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 52

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,720 ราย พบว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข แม้สัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 2 จะลดลงมาอยู่ที่ 85.2% แต่ความสามารถในการชำระหนี้ยังคงอ่อนแอ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

จากการสำรวจพบว่า 91.8% ของกลุ่มตัวอย่างมีภาระหนี้สิน โดยมีภาระหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงถึง 794,945.49 บาท เพิ่มขึ้น 7.3% จากปี 2568 (740,596.94 บาท) ซึ่งถือเป็นมูลค่าหนี้ที่สูงสุดนับตั้งแต่ศูนย์พยากรณ์ฯ เริ่มทำการสำรวจในปี 2552 โดยแบ่งเป็นหนี้ในระบบ 77.2% และหนี้นอกระบบ 22.8% ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระผ่อนชำระเฉลี่ยถึง 21,935.31 บาทต่อเดือน (เพิ่มขึ้น 8.11%)

รายได้ไม่พอจ่าย ปัจจัยหลักดันหนี้พุ่ง

สาเหตุสำคัญของการก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้น มาจากปัญหาโครงสร้างรายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ภาระค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินโดยไม่คาดคิดและการลงทุนเพื่อประกอบธุรกิจ

บัตรเครดิต-สินเชื่อส่วนบุคคล รั้งแชมป์หนี้สูงสุด

เมื่อพิจารณาลักษณะการก่อหนี้ พบว่าสัดส่วนผู้ที่มีเฉพาะหนี้ในระบบเพิ่มขึ้นเป็น 72% ขณะที่ผู้มีหนี้นอกระบบอย่างเดียวลดลงเหลือ 5% โดยประเภทหนี้ที่พบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  • หนี้บัตรเครดิต 55.1%
  • สินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภค 45.8%
  • สินเชื่อยานพาหนะ 41.9%
  • สินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ 33.6%
  • สินเชื่อที่อยู่อาศัย 27.2%

นอกจากนี้ บริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later: BNPL) ยังมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 14.2% สะท้อนให้เห็นว่าหนี้ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการประคองสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน

คาดสิ้นปีหนี้ครัวเรือนแตะ 16.6 ล้านล้านบาท

นายธนวรรธน์ ประเมินว่า หนี้ครัวเรือนของไทยมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 16.5-16.6 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 แม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP อาจลดลงเหลือประมาณ 84% (หาก GDP ขยายตัวได้ 2.5%) แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาหนี้คลี่คลายลง ทว่าเป็นผลจากสถาบันการเงินที่ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ในขณะที่ฐานะทางการเงินของครัวเรือนยังคงเปราะบาง

ทั้งนี้ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การพิจารณาปรับโครงสร้างค่าจ้าง การพัฒนาระบบข้อมูลหนี้ครัวเรือนให้ครบถ้วน การควบคุมการโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่กระตุ้นการก่อหนี้ และการส่งเสริมวินัยการออมระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม.

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม