“พิพัฒน์” ยืนยันรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งก์ไม่หยุดวิ่ง 1 ต.ค.นี้ สั่ง รฟท. เจรจาเอกชนเดินรถต่อ 2-4 เดือนระหว่างรอเปลี่ยนผ่าน พร้อมเร่งซ่อมรถ-เปิดพื้นที่พาณิชย์อุดขาดทุนเดือนละ 30 ล้านบาท

คมนาคมยัน “แอร์พอร์ตลิ้งก์” วิ่งตามปกติ ไม่กระทบผู้โดยสาร

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหากรณี บริษัท เอเซียเอราวัณ จำกัด (เครือซีพี) ผู้รับสัมปทานโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และผู้บริหารการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) ที่จะสิ้นสุดสัญญาการเดินรถในวันที่ 30 กันยายน 2567 นี้

นายพิพัฒน์ ระบุว่า กระทรวงคมนาคมขอยืนยันว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ประชาชนผู้ใช้บริการได้รับผลกระทบ โดยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งก์จะยังคงเปิดให้บริการตามปกติ แม้ว่าทาง รฟท. อาจจะต้องรับภาระต้นทุนหรือประสบภาวะขาดทุนในช่วงเปลี่ยนผ่านก็ตาม

รฟท. เล็งเจรจาเอกชนเดินรถต่อ 2-4 เดือน เตรียมบริษัทลูกรับช่วง

เบื้องต้น กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้ รฟท. เข้าเจรจากับเอกชนรายเดิม เพื่อขอให้ช่วยบริหารจัดการเดินรถต่อไปอีกอย่างน้อย 2-4 เดือน เพื่อซื้อเวลาให้ รฟท. เตรียมความพร้อมในการรับช่วงต่อ

สำหรับแผนการดำเนินการระยะยาว รฟท. จะมอบหมายให้บริษัทลูกเข้ามาบริหารจัดการแทน โดยมีแผนที่จะดึงบุคลากรบางส่วนที่มีความเชี่ยวชาญจากบริษัทเดิมกลับมาช่วยงาน ควบคู่กับการจัดสรรกำลังคนจากบริษัทลูกของ รฟท. เพื่อให้การให้บริการเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง

เร่งแก้ปัญหาขบวนรถไม่พอ-ล้อสึก

นอกจากประเด็นการบริหารงานแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องจำนวนขบวนรถที่พร้อมให้บริการ ข้อมูลจากการตรวจสอบพบว่า จากเดิมที่ต้องมีขบวนรถให้บริการวันละ 9 ขบวน ปัจจุบันเหลือรถที่สามารถวิ่งได้เพียง 4 ขบวนเท่านั้น เนื่องจากตรวจพบปัญหาล้อรถสึก

ขณะนี้ผู้ประกอบการกำลังเร่งดำเนินการซ่อมบำรุงอย่างรัดกุม โดยตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนขบวนรถกลับมาที่ 5-6 ขบวน และขยายเป็น 7 ขบวนภายใน 2-3 วันข้างหน้า เพื่อลดความแออัดและรองรับผู้โดยสารได้อย่างเพียงพอ

เล็งเปิดพื้นที่พาณิชย์สถานี อุดหนุนขาดทุนเดือนละ 30 ล้าน

นายพิพัฒน์ ชี้แจงเพิ่มเติมถึงภาระทางการเงินที่ รฟท. ต้องรับผิดชอบหลังจากการรับช่วงเดินรถว่า การให้บริการแอร์พอร์ตลิ้งก์ในปัจจุบันมีแนวโน้มขาดทุนประมาณเดือนละ 30 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าราว 360 ล้านบาทต่อปี

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รฟท. จำเป็นต้องหาแนวทางเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะการนำพื้นที่ว่างภายในสถานีรถไฟฟ้ามาพัฒนาให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยเตรียมเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามาเช่าพื้นที่เพื่อจำหน่ายสินค้าและบริการ ซึ่งรายได้ในส่วนนี้จะถูกนำมาช่วยลดภาระการขาดทุนจากการเดินรถ

ส่วนรายละเอียดเงื่อนไขทางการเงินที่เอกชนอาจยื่นเสนอเพื่อแลกกับการรับจ้างเดินรถต่อชั่วคราวนั้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ แต่กระทรวงคมนาคมพร้อมสนับสนุน รฟท. อย่างเต็มที่ โดยจะมีการหารือร่วมกันเกี่ยวกับแหล่งเงินทุนที่จะนำมาอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่อไป

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม