ยศชนัน ลงพื้นที่ศิลปากร วังท่าพระ ย้ำศิลปะยังเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ เล็งใช้ Storytelling เพิ่มคุณค่าศิลปวัฒนธรรมไทย พร้อมผลักดันระบบบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ ต่อยอดผลงานสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และตลาดโลก

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว.ได้เยี่ยมชมศักยภาพของมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ทั้งด้านการวิจัย นวัตกรรม และผลงานสร้างสรรค์ พร้อมรับฟังแนวทางการนำองค์ความรู้ด้านศิลปะมาผสานกับศาสตร์แขนงอื่นเพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจ

 ทั้งนี้ ศ.ดร.ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย และบุคลากร ร่วมให้การต้อนรับ โดยภายในกิจกรรมมีการนำเสนอผลงานภายใต้แนวคิดผสานศาสตร์และศิลป์ด้วยวิจัย นวัตกรรม และความสร้างสรรค์ เพื่อสังคมที่ยั่งยืน ซึ่งสะท้อนทิศทางของมหาวิทยาลัยในการเชื่อมโยงองค์ความรู้หลากหลายสาขาเข้าด้วยกัน


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า บทบาทของศิลปะและวัฒนธรรมที่มีต่อการพัฒนาประเทศ โดยมองว่าการเดินหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไม่ควรแยกขาดจากศาสตร์ด้านศิลปะ เพราะทั้งสองด้านสามารถสนับสนุนและเติมเต็มกันได้

"ศิลปะไม่ได้มีคุณค่าเพียงในฐานะผลงานสร้างสรรค์หรือสินค้าทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นองค์ความรู้ที่ช่วยให้สังคมเข้าใจประวัติศาสตร์ รากเหง้า และอัตลักษณ์ของประเทศได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การรักษาองค์ความรู้ด้านศิลปะบริสุทธิ์จึงมีความสำคัญไม่แพ้การนำศิลปะไปต่อยอดในเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีทุนทางวัฒนธรรมจำนวนมาก ทั้งงานศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาต่อยอดให้เกิดคุณค่าใหม่ได้ หากมีการศึกษาวิจัยและนำเสนอเรื่องราวอย่างเหมาะสม"

โดยหนึ่งในแนวทางที่กระทรวง อว. ต้องการผลักดัน คือการทำให้ศิลปวัฒนธรรมไทยสามารถสื่อสารกับผู้ชมทั่วโลกได้มากขึ้น โดยไม่ได้มุ่งเพียงการนำเสนอผลงาน แต่ให้ความสำคัญกับ Storytelling หรือการเล่าเรื่องราวเบื้องหลัง เพื่อทำให้ผู้คนเข้าใจความหมาย ที่มา และคุณค่าของสิ่งที่ประเทศไทยมีแนวคิดดังกล่าว
จะช่วยเปลี่ยนมุมมองต่อศิลปวัฒนธรรมไทยจากสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นต้นทุนสำคัญที่สามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 


สำหรับการผลักดันดังกล่าวยังสอดคล้องกับทิศทางการสร้าง Soft Power ของประเทศ โดยมหาวิทยาลัยศิลปากรมีศักยภาพในการทำหน้าที่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ เนื่องจากมีองค์ความรู้และบุคลากรที่เชี่ยวชาญทั้งด้านศิลปะ การออกแบบ สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และงานสร้างสรรค์


นอกจากนี้การสร้างความร่วมมือระหว่างวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ให้เกิดขึ้นจริงมากขึ้น เพราะการพัฒนาประเทศในโลกยุคใหม่จำเป็นต้องใช้ความรู้จากหลายด้านประกอบกันตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่องสุขภาวะ หรือ Wellness ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสูง และสามารถนำองค์ประกอบทางศิลปะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้

เช่น การใช้ศิลปะบำบัด รวมถึงการวิจัยด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมที่สามารถนำไปเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่น ๆ ได้ มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่าการสร้างเมืองหรือประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องพัฒนาควบคู่ไปกับศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความสมดุลและการเติบโตอย่างยั่งยืน 

นอกจากการสร้างคุณค่าให้กับศิลปวัฒนธรรมแล้ว กระทรวง อว. ยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับนักศึกษา ศิลปิน นักวิจัย และผู้ประกอบวิชาชีพด้านศิลปะ โดยมีแนวคิดพัฒนาระบบบ่มเพาะ หรือ Incubator เพื่อช่วยให้ผู้สร้างสรรค์สามารถพัฒนาผลงานตั้งแต่ระดับแนวคิดไปจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์จริง เป้าหมายสำคัญคือทำให้ผู้เรียนด้านศิลปะสามารถมีเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนขึ้น 


ขณะเดียวกันยังสามารถนำความรู้ไปต่อยอดในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ สื่อ บันเทิง การท่องเที่ยว วัฒนธรรม การสร้างแบรนด์ หรือธุรกิจสร้างสรรค์ รวมถึงยังมีแนวคิดเปิดพื้นที่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศให้เป็น  Living Lab หรือห้องปฏิบัติการมีชีวิต เพื่อให้นักศึกษา นักวิจัย ศิลปิน และชุมชนได้ร่วมกันทดลอง พัฒนา และสร้างสรรค์ผลงานจากทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ สำหรับมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ใช้โอกาสนี้นำเสนอผลงานวิจัย นวัตกรรม และผลงานสร้างสรรค์จากหลากหลายสาขา 

ภายใต้นิทรรศการ Silpakorn University Synergy : ผสานศาสตร์และศิลป์ด้วยวิจัย นวัตกรรม และความสร้างสรรค์ เพื่อสังคมที่ยั่งยืน นิทรรศการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการทำงานของมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างผลงานทางศิลปะ แต่ยังให้ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้ไปเชื่อมโยงกับการวิจัย การออกแบบ การอนุรักษ์ และการแก้ไขปัญหาของสังคม

สำหรับผลงานที่นำเสนอมีตั้งแต่งานด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ไปจนถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ประวัติศาสตร์ และมรดกทางวัฒนธรรม อาทิ โครงการออกแบบขยายแบบสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมพระเจดีย์ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่านาคำน้อย อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี 
ซึ่งออกแบบโดย อาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร 

อีกส่วนหนึ่งเป็นโครงการที่ปรึกษาออกแบบพระบรมราชานุสาวรีย์และพระราชานุสาวรีย์ ณ ศูนย์การแพทย์ภัทรมหาราชานุสรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพมหานคร 
ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเทิดพระนามและแสดงความระลึกถึงพระเกียรติคุณของพระบรมวงศานุวงศ์ 

นอกจากนี้ยังมีผลงานด้านการออกแบบและขยายแบบสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมของพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ณ วัดเกษรศีลคุณ หรือวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี รวมถึงงานขยายแบบบานประตูพระวิหารด้วยโลหะทองแดง และการขยายแบบศิลปกรรมขนาดเท่าจริง 

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันศิลปสถาปัตยกรรมไทยเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยศิลปากร และภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภายใต้การกำกับดูแลของ อาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ และคณาจารย์ของมหาวิทยาลัย


นอกจากการจัดแสดงผลงานแล้ว การพบปะครั้งนี้ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง โดยเฉพาะการพัฒนาผลงานให้สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ รวมถึงการนำองค์ความรู้ไปช่วยฟื้นฟูและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนโดยมหาวิทยาลัยศิลปากรมีเป้าหมายที่จะพัฒนาศักยภาพบุคลากรและนักศึกษาให้สามารถทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ Creative Industries ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและงานวิจัยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติแนวทางดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างกำลังคนเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งความคิดสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งผลิตองค์ความรู้ พัฒนาบุคลากรและสร้างผลงานที่สามารถเชื่อมโยงกับความต้องการของสังคม

 ท้ายที่สุด เป้าหมายของการผสานศาสตร์และศิลป์ไม่ใช่เพียงการสร้างผลงานที่สวยงามหรือเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่คือการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคม พร้อมรักษารากฐานทางวัฒนธรรมของไทยให้สามารถเดินหน้าไปพร้อมกับโลกยุคใหม่ และทำให้ศิลปวัฒนธรรมไทยมีพื้นที่บนเวทีนานาชาติได้อย่างภาคภูมิ