ITD ชงบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ใช้โมเดล Sustainable Data Center แบบสิงคโปร์และมาเลเซีย คุมเข้มน้ำ-ไฟ-สิ่งแวดล้อม หวังสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย พร้อมเปิด 4 วิจัยเด่นดันไทยสู่ความยั่งยืน
ITD ชงบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ดันแนวทาง Sustainable Data Center
นายวิมล ปั้นคง รองผู้อำนวยการ (วิชาการ) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยภายในงาน ITD Research Forum 2026 “Connectivity X Sustainability” ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท ว่า ITD ได้เผยแพร่ 4 ผลงานวิจัยประจำปี 69 ได้แก่
1.แนวทางการปรับตัวของไทยและอาเซียนในกระแสเศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว โดยเฉพาะการจัดตั้ง Sustainable Data Center
2.การบูรณาการระบบรางของไทยสู่ระบบโลจิสติกส์เอเชียเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค
3.การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรไทยเพื่อรองรับแนวโน้มการบริโภคอย่างยั่งยืนในตลาดโลกผ่านระบบ Traceability
4.การใช้ประโยชน์ความตกลงระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ของไทย เพื่อให้ทุกภาคส่วน นำไปใช้ประโยชน์จริงในการกำหนดทิศทาง ขับเคลื่อน และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะนำผลการศึกษาดังกล่าวเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปพิจารณาดำเนินการ และอาจรวมถึงคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ด้วย
ยึดโมเดลสิงคโปร์-มาเลเซีย คุมเข้มทรัพยากร
สำหรับผลการศึกษาเศรษฐกิจดิจิทัลเกี่ยวกับการจัดตั้งและพัฒนา Sustainable Data Center ในไทยและอาเซียนนั้น ตัวเลขจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ชี้ว่ากำลังติดตั้ง (installed capacity) ของ Data Center ทั่วโลก เพื่อประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลอยู่ที่ 114 กิกะวัตต์ในปี 68 และจะเพิ่มเป็น 277 กิกะวัตต์ในปี 78 ขณะเดียวกัน มีการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างเข้มข้น ไทยต้องพิจารณาความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ การมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการไทย การจ้างงาน การใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ การกำกับดูแลที่โปร่งใส เช่นเดียวกับที่สิงคโปร์ และมาเลเซีย มีคุมเข้มด้านการใช้ทรัพยากร ทั้งน้ำ ไฟฟ้า เป็นต้น
“งานวิจัยเสนอให้ไทยเร่งยกระดับข้อกำหนดด้านความยั่งยืน พัฒนาฐานข้อมูล Data Center ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เสริมสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ การที่รัฐบาลตั้งคณะกรรมการมากำกับดูแลเป็นการเฉพาะ เดินมาถูกทางแล้ว เพื่อกำกับดูแลธุรกิจ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม เพราะธุรกิจนี้ ใช้ทรัพยากรมาก ทั้งน้ำ ไฟฟ้า และปล่อยความร้อนออกมามาก จึงต้องจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก่อนก่อสร้าง (EIA) ที่ปัจจุบัน ไทยยังไม่มีข้อกำหนด หรือการนำเอาความร้อนที่ปล่อยออกมา มาใช้ประโยชน์ และที่สำคัญต้องต่อยอดการใช้ประโยชน์จากนักลงทุน เช่น ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนไทย”
ส่วนผลการศึกษา “Traceability ยกระดับสินค้าเกษตรไทยอย่างยั่งยืน” พบว่า ไทยยังมีข้อจำกัดจากการที่ระบบตรวจสอบย้อนกลับยังดำเนินการแบบแยกส่วน ข้อมูลไม่เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนกันได้อย่างเต็มที่ งานวิจัยเสนอให้ไทยพัฒนามาตรฐานข้อมูลกลาง บูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และสร้างกรอบกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน เพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดโลก ขณะที่ผลการศึกษา “การบูรณาการระบบรางของไทยสู่ระบบโลจิสติกส์เอเชียฯ นั้น พบว่า ไทยควรพัฒนาระบบรางควบคู่กับการลดต้นทุนขนส่ง โดยเสนอให้เน้นขับเคลื่อนทั้งระบบนิเวศโลจิสติกส์แบบบูรณาการ ส่งเสริมการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม เพื่อกระจายรายได้จากการค้า และการลงทุนลงสู่ระดับท้องถิ่นที่มีเส้นทางรถไฟพาดผ่าน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ และเติบโตร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน
และสุดท้ายผลการศึกษาด้านการใช้ประโยชน์ความตกลงระหว่างประเทศฯนั้น เสนอให้ระเบียงเศรษฐกิจของไทยขยับจากการเป็นฐานการผลิตหรือการประกอบ ไปสู่การเป็นเจ้าของมูลค่าเพิ่มในกิจกรรมต้นน้ำ เช่น การวิจัยและพัฒนาและการออกแบบ และกิจกรรมปลายน้ำ เช่น การสร้างแบรนด์ และการตลาด พร้อมเสนอเครื่องมือเชิงพื้นที่ เช่น FTA Clinic เพื่อช่วยผู้ประกอบการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าได้จริง รวมถึง การจับคู่พันธมิตรระหว่างธุรกิจรายใหญ่กับ SMEs และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม