หลังผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวต่อความกังวลในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยว่า อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมการผลิตและประกอบรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคไป

จากการที่รัฐบาลไทยหันไปให้การสนับสนุนแต่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากประเทศจีน โดยไม่ได้หันกลับมาดูกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นรากฐานอันแข็งแกร่งของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปซึ่งเป็นการลงทุนของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น

ในขณะที่รัฐบาลอินโดนีเซีย ประกาศอ้าแขนต้อนรับ โตโยต้า ในการลงทุนทุกมิติหากโตโยต้า จะย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซีย และไม่เห็นว่ามีความจำเป็นอย่างใดที่ประเทศไทยจะผูกขาดการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ (HUB) ของภูมิภาคนี้

รัฐบาลไทยก็ดูเหมือนจะหันกลับมาทบทวนมาตรการให้การสนับสนุนการนำเข้ารถยนต์ EV จากจีน และประเทศต่างๆ ทันที

กระนั้น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ก็ยังแสดงความเห็นว่า การย้ายฐานการผลิตของ โตโยต้า มอเตอร์ ออกจากประเทศไทยไปยังประเทศอื่นนั้น ไม่ได้ง่ายอย่างที่พูดกัน

ก่อนหน้านี้ไม่นาน นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ตั้งคำถามถึงการส่งเสริมรถยนต์ EV ของรัฐบาลไทยว่า ยังคงมุ่งเน้นเพียงยอดขาย ในขณะที่ชิ้นส่วนต่างๆ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ ยังต้องนำเข้าอยู่ ซึ่งไม่ใช่การย้ายฐานการผลิตรถยนต์ EV จากจีนเข้ามา

นี่จึงอาจไม่ได้เป็นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยเท่าที่ควรเป็น เพราะเทียบไม่ได้กับการสูญเสียระบบซัพพลายเชนของชิ้นส่วนยานยนต์สันดาปที่หายไปอย่างต่อเนื่องจากการทยอยย้ายฐานการผลิตของค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่น

เขายังให้ความเห็นด้วยว่า ประเทศไทยได้สร้างอุตสาหกรรมยานยนต์มาไม่ต่ำกว่า 60 ปี ทำให้มีทั้งชิ้นส่วน คนงาน โรงงาน ระบบโลจิสติกส์ วิศวกรรม และตลาดส่งออกเกิดขึ้น จนกลายเป็น Automotive Ecosystem สำเร็จ และทั้งหมดนี้ไม่ได้สร้างกันได้ในเวลาเพียงวันเดียว หรือแค่ปีสองปีเท่านั้น

สำคัญคือ ข้อได้เปรียบในวันนี้ จะยังเป็นข้อได้เปรียบในอนาคตอีก 10-20 ปีข้างหน้าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลไทยจะบริหารจัดการช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ได้อย่างราบรื่น และแยบยลเพียงใด

ที่ผ่านมาตลาดรถยนต์ EV ของจีนเติบโตเร็วมาก แต่เมื่อตลาดใหญ่ขึ้น การเติบโตได้เริ่มชะลอตัวลง เพราะการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้ผู้ผลิตกว่าครึ่งหายไปจากตลาด เมื่อเทียบกับตลาดรถยนต์ EV ในยุโรป

แม้ตลาดจะเติบโตแรง แต่ยุโรปก็มีนโยบายสิ่งแวดล้อม และกฎกติกาที่เข้มงวดกำกับดูแล ในขณะที่สหรัฐฯ ไปอีกทาง กล่าวคือ มีรถยนต์ EV เพิ่มขึ้นราว 10% ในเวลาเดียวกัน แต่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับรถยนต์ Hybrid มากกว่า

"สิ่งที่เราเรียนรู้จากโลกคือไม่มีเทคโนโลยีเดียวที่เหมาะกับทุกประเทศ แต่ละตลาดกำลังหาเทคโนโลยีที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว และเหมาะกับประเทศตน ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือ แนวคิด Multi-Pathway ที่โตโยต้า ได้พยายามพูดมานานแล้ว...

กลับมาที่ประเทศไทย ผมคิดว่าเราต้องถามตัวเองให้ชัดว่า กำลังส่งเสริมรถ EV หรือ กำลังสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ EV เพราะสองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

...ทุกวันนี้ รถ EV ขายในไทยได้เยอะขึ้น เพราะราคาถูก ค่าพลังงานถูก แน่นอนครับ เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคเช่นที่หลายคนพูด"

แต่ถ้ารถเหล่านั้น ผลิตจากต่างประเทศ หรือนำเข้าแบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญเข้ามา เพียงแค่ ประกอบ ขันน็อต หยอดกาว เชื่อมสายไฟ...เท่านี้ ประเทศไทยจะได้อะไรจากการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ในครั้งนี้!

อุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้มีแค่รถหนึ่งคัน แต่มันคือทั้งระบบ Ecosystem แล้ววันนี้ Ecosystem เหล่านี้กำลังเติบโตไปพร้อมกับยอดขาย รถ EV หรือเปล่า?!

แน่นอน คำตอบต้องไม่ใช่แค่ Incentive ที่มาจากการเก็บภาษี ICE แพงๆ เพื่อเอาไปสนับสนุน EV แบบงงๆ จนกระทั่งเราเสีย Suzuki ไป แล้วได้ Neta มาแทน

สิ่งที่ต้องทำก็คือ คัดเลือก และส่งเสริมนักลงทุนที่จริงใจที่จะมาสร้าง Ecosystem สร้างความเชื่อมั่นในการแข่งขันผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาบุคลากร ตลอดจนซัพพลายเชนแบบครบวงจร

ที่สำคัญที่สุดก็คือ การสร้างความมั่นใจว่า นโยบายของประเทศมีทิศทางที่ชัดเจน และต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลง แต่กลัวความไม่แน่นอนมากกว่า

ศุภกร ย้ำว่า เขายังเชื่อมั่นในความสามารถของคนไทยที่ไม่เป็นรองใครในโลก และยังอยากเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตรถยนต์แห่งอนาคต พัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต สร้างงาน และส่งออกไปทั่วโลก เพื่อเป็นเครื่องจักรสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปด้วยกัน

"ผมยังมั่นใจว่า ถ้าเราได้ทำแบบนั้น ไม่ว่าอนาคตจะเป็น BEV, HEV, PHEV, Bio-Fuel, Fuel-Cell, Hydrogen หรือเทคโนโลยีอะไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังเป็น Automotive Hub ของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน"

จากข้อมูล เราพบว่าตลาดรถยนต์ EV เข้ามามีบทบาทในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2562 ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ MG ZS EV ที่ขายในราคาต่ำ-เข้าถึงได้ง่ายกว่ารถยนต์สันดาป ทำให้ค่ายรถยนต์ EV อื่นๆ ค่อยๆ ตามเข้ามา

ประกอบกับรัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนการลดการใช้พลังงานน้ำมันด้วยมาตรการด้านภาษี ซึ่งบังเอิญเจอะเจอกับวิกฤตราคาพลังงานพุ่งสูงในสงครามตะวันออกกลางพอดี

ค่ายรถยนต์ EV จึงทำยอดขายได้อย่างถล่มทลาย และมีตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2568 ที่ระดับ 120,000 คัน ส่วนปี 2569 ผ่านไปเพียงครึ่งแรกของปี มีตัวเลขการขายรถยนต์ EV เพิ่มขึ้น 30% หรืออาจเติบโตทั้งปีสูงกว่า 200,000 คัน และในจำนวนนี้มากกว่า 50% เป็นการนำเข้า

ขณะที่ภาพรวมตลาดรถยนต์สันดาป รถยนต์ใช้พลังงานเชื้อเพลิงน้ำมัน และก๊าซ รวมถึงไบโอดีเซล ฐานที่มั่นที่เคยแข็งแกร่ง เติบโตติดลบต่อเนื่องกันหลายปี นับแต่มีรถยนต์ EV เข้ามาในตลาดไทย

สิ่งนี้ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องออกมาเคลื่อนไหวให้รัฐบาลทบทวนอัตราภาษีรถยนต์ EV นำเข้าที่เสียเพียง 2% ขณะเดียวกันก็ให้พิจารณาประเด็นเรื่องต้นทุนการผลิตรถยนต์ EV ในจีนซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยมากถึง 30-40%

นั่นจึงทำให้ค่ายรถยนต์ EV จากจีนสามารถกดราคาขายให้ต่ำกว่ารถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยได้

กระทรวงการคลังซึ่งดูเหมือนจะรับปากทบทวนอัตราภาษีรถยนต์ EV และ Hybrid รวมถึงรถยนต์ประเภทที่พึ่งพาเชื้อเพลิงต่างๆ ให้ แต่จะดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อใด ยังไม่มีการยืนยัน

ส่วนพวกที่คิดว่า การย้ายฐานการผลิตรถยนต์ของค่ายโตโยต้าไปอยู่ประเทศอื่นไม่ใช่เรื่องง่าย ก็อยากให้ย้อนกลับไปดูเรื่องที่เคยพูดกันว่า เวียดนามไม่มีทางตามไทยทัน ฉันใดก็ฉันนั้น

คิดใหม่ ทำใหม่กันได้แล้ว