กรมรางเตรียมสร้างทางรถไฟสายใหม่ สุพรรณบุรี-บ้านภาชี ระยะทาง 73.8 กม. เชื่อมโลจิสติกส์จากภาคใต้สู่ตะวันออกโดยไม่ผ่าน กทม. พร้อมลุยแก้จุดตัดทางรถไฟลดอุบัติเหตุ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับฟังบรรยายสรุปภาพรวมโครงข่ายการคมนาคมขนส่ง ความคืบหน้าโครงการขนาดใหญ่ และการจัดการจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ณ สำนักงานแขวงทางหลวงสุพรรณบุรีที่ 1 เพื่อยกระดับการเดินทางของประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค

ดัน "รถไฟสายใหม่" สุพรรณบุรี-บ้านภาชี ปิดช่องโหว่ระบบราง

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ระบุว่า โครงการที่เป็นไฮไลต์สำคัญในพื้นที่ภาคกลาง คือ โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายใหม่ สายสุพรรณบุรี–นครหลวง–ชุมทางบ้านภาชี ระยะทางรวม 73.8 กิโลเมตร

โครงข่ายทางรถไฟเส้นทางนี้ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มระบบรางที่ขาดหายไป (Missing Link Railway Network) โดยจะทำหน้าที่เชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟสายใต้เข้ากับสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงเชื่อมต่อไปยังสายตะวันออกสู่ท่าเรือแหลมฉบังได้โดยตรง ซึ่งช่วยให้การขนส่งสินค้าไม่ต้องวิ่งอ้อมเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร

สำหรับรายละเอียดของโครงการ จะประกอบด้วยสถานีรถไฟจำนวน 5 สถานี และย่านกองเก็บสินค้าอีก 2 แห่ง ข้อมูลจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยคาดว่าจะศึกษาแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2570

ยกระดับความปลอดภัย เร่งแก้จุดตัดทางรถไฟสุพรรณบุรี

นอกจากการพัฒนาเส้นทางใหม่แล้ว กระทรวงคมนาคมยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยบนโครงข่ายเดิม โดยคณะของรองนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดตัดทางรถไฟบริเวณทางหลวงหมายเลข 3260 อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี (เส้นทางเลียบคลองทางเข้าวัดป่าเลไลยก์)

นายพิเชฐ ชี้แจงว่า ขณะนี้ รฟท. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับแขวงทางหลวงสุพรรณบุรีเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมประกวดราคาเพื่อติดตั้งเครื่องกั้นอัตโนมัติ สัญญาณไฟแจ้งเตือน เครื่องหมายจราจร พร้อมปรับปรุงทางผ่านเป็นแผ่นปูทางผ่านคอนกรีตกำลังสูงสำเร็จรูป โดยตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถเปิดใช้งานได้ก่อนเทศกาลสงกรานต์ปี 2570 เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุให้กับประชาชนที่สัญจรผ่านจุดดังกล่าว




มุ่งเป้าศูนย์กลางโลจิสติกส์ไร้รอยต่อ

นายพิเชฐฯ กล่าวว่า ขร. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบรางควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในทุกมิติ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งสินค้าแบบสมบูรณ์ไร้รอยต่อ (Seamless Network) โดยเฉพาะทางรถไฟสายสุพรรณบุรี–นครหลวง–ชุมทางบ้านภาชี ที่จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งจังหวัดสุพรรณบุรีและพระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูง ทั้งนี้ การพัฒนาระบบรางให้สอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศจะช่วยสนับสนุนฐานการผลิตอุตสาหกรรม เพิ่มมูลค่ากลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร ยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทั้งภายในพื้นที่และระหว่างจังหวัด ตลอดจนเสริมความสมบูรณ์ของโครงข่ายคมนาคม อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

"ขร. พร้อมบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม โดยมุ่งยกระดับระบบรางให้เป็นระบบขนส่งหลักของประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน" นายพิเชฐ กล่าวปิดท้าย

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม